Tuesday, November 29, 2005
ส่วนที่ 1 : RED TAPE!!!
ผมได้ยินคำบ่นของสาวข้างบ้านบ่อยๆว่างานแต่ละวันเยอะเหลือเกินจนทำแทบไม่ไหว ... ผมเคยถามด้วยความเป็นห่วงไปว่า แล้ววันนี้ทำอะไรไปบ้าง ... สาวข้างบ้านตอบว่าตอนเช้าร่างและแก้จดหมายติดต่องานจนเป็นที่พอใจของเจ้านาย ปรากฎว่าปาเข้าไปกว่าสิบฉบับ ตอนบ่ายเดินหนังสือที่ร่างไว้ตอนเช้า พร้อมทั้งร่างหนังสือเพิ่มเติมเพื่อประสานงานกับฝ่ายต่างๆจนเสร็จ ... นี่แค่งานเล็กๆงานเดียวในงานใหญ่ๆหลายงานที่ต้องรับผิดชอบ ... ในที่สุดบางทีสาวเจ้าต้องเข้าที่ทำงานตอนวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ เพื่อทำงานอื่นๆเพิ่มเติม เช่น สรุปรายงานการประชุม เตรียมวาระการประชุม เตรียมร่างจดหมายงานอื่นๆไว้ล่วงหน้า ฯลฯ
ฟังแล้วผมคิดว่าคนไทยขยันเหลือเกินครับ แต่ละวันทำงานหนัก พร้อมทั้งยังต้องไปทำงานในช่วงวันหยุดอีก ... ไม่เหมือนกับคนที่เกาะนี้เลยครับ มันขี้เกียจ งานที่สาวข้างบ้านผมทำข้างต้นนี้มันไม่เคยทำเลยครับ มันใช้โทรศัพท์โทรสองสามครั้ง ไม่เกินสิบนาทีมันบอกเสร็จ ... มันขี้เกียจมากๆ ... บันทึกรายงานก็ทำซี้ๆซั้วๆ ไม่เป็นระเบียบ บางทีขี้เกียจขนาดใช้ e-mail แทนหนังสือ หรือจดหมายทางการอีกต่างหาก
แต่น่าแปลกใจ (หรือเปล่า?) ครับ คนไทยมีผลผลิตต่อหัว (GDP per capita) "ต่ำ" กว่าคนชาวเกาะอย่างเทียบไม่ติด ... นี่ผมยังได้ยินข่าวอีกว่าคนชาวเกาะมันกำลังมีมาตรการเพื่อลดงานที่มันบอกว่าไม่จำเป็นลงไปอีก อันนี้เข้าที่ประชุม ครม.ของเกาะ ... มันโคตรขี้เกียจเลย
เอาน่า แต่ทำงานชุ่ยๆยังงี้มีหวังงานมันก็ออกมาชุ่ยๆครับ ... ไม่เคยมีเอกสารหลักฐานในการกระทำต่างๆ มีหวังงานออกมามั่วๆแน่ๆ ... เอ! ว่าแต่ดูๆไป ความผิดพลาดในการทำงานที่บ้านเกิดผมมันก็ไม่เห็นจะต่ำกว่าที่เกาะเลย เผลอๆมันจะมีมากกว่าอีกต่างหาก ... อุตส่าห์ลงทุนทำเอกสารเป็นหลักฐานไว้ทุกงาน มันน่าจะมีผลงานในการลดความผิดพลาดบ้างนา
แต่ถ้าไม่มีเอกสารหลักฐานเป็นทางการ ก็มีความเป็นไปได้ว่าคอรัปชั่นมันจะสูง ... ลองเข้าไปดูดัชนีขี้โกงของประเทศต่างๆ (Corruption Perceptions Index; ที่ www.transparency.org) อย่างมีหวัง ... ชาวเกาะมันอยู่ท้อปเท็น ส่วนเมืองฟ้าอยู่ลำดับที่ห้าสิบเก้า ต่ำกว่าโคลัมเบียหนึ่งอันดับ ... อ่านกี่ที กี่ที มันก็บอกว่าอันดับต้นๆคอรัปชั่นน้อยกว่า ... มันรายงานผิดเปล่าหว่า ... แล้วไอ้เอกสารที่อุตส่าห์เสียเวลาทำไปนี่มันเอาไปทำสากกระเบืออะไรเนี่ย?
...
ที่เล่ามานี่ไม่มีอะไรมากครับ นอกจากอาการหงุดหงิดนิดหน่อย ... กำลังมีความสุขที่จะได้กลับบ้าน หลังจากมาติดเกาะเกือบปี มันดันมีเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดอาการเซ็ง นั่นคือผมต้องกลับมานั่งร่างจดหมาย ร่างบันทึกอีกแล้ว
เป็นไปได้ว่าเขาไม่เชื่อว่าผมจะกลับบ้านถ้าผมบอกเฉยๆ ... หรือผมกลับไปแล้วอาจจะไม่มีใครในประเทศเห็นว่าผมกลับ ... หรือเป็นไปได้ว่าถ้าผมกลับแล้ว ในอนาคตผมอาจหน้าด้านบอกว่าผมไม่เคยกลับ ผมมันพวกไร้การศึกษาจบแค่ปริญญาโท ... หรือถ้ามีหนังสือเป็นทางการแล้วผมอาจจะขยันทำงานมากขึ้นกว่าเดิม ... ฯลฯ
... นั่งร่างบันทึกเกือบชั่วโมง
ผมเคยได้ยินคนเค้าเล่ามาครับว่า "โรงเรียน" ที่ผมเคยเรียนยิ่งใหญ่หนักหนา ... มีอาจารย์ใหญ่ชื่อดังระดับอินเตอร์ อาจารย์ใหญ่เคยไปสอนในโรงเรียนชื่อดังในต่างประเทศ ... ในแต่ละปี โรงเรียนของผมดึงดูดนักเรียนเก่งๆจากประเทศต่างๆในย่านเอเชีย ไม่ว่าจะมาจาก อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี ฯลฯ ... เท่าที่ผมเคยสัมผัสมาในช่วงอายุของผม ผมว่านั่นมันเป็นอดีต (ที่น่าจดจำ) ครับ
ไม่น่าเล่าโรงเรียนผมจึงเจริญเอา เจริญเอา ... คุณครูทุกคนร่างบันทึกเก่งๆทั้งนั้น เผลอๆจะเก่งกว่าร่างเอกสารวิชาการเสียอีก ... ก็ได้แต่หวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในพลังการร่างบันทึก หรือหนังสือราชการที่ยิ่งใหญ่ของโรงเรียนอีกแรงครับ ... เพราะผมคาดว่าโรงเรียนคงหวังได้แรงผมไปช่วยทำงานพวกนี้แน่ๆ ... ให้ตายเหอะ!!!
Thursday, November 17, 2005
ส่วนที่ 1.25 : เบื้องหลังการประกวดสาวร้อนลีโอ
วันฟ้าใสวันหนึ่ง ภายหลังการประกวดสาวร้อนลีโอ ... โป้ง มช กับป้อป มธ นั่งคุยกัน ภายหลังหมดแรงจากการวิ่งออกกำลังกายจนไปทำอย่างอื่นไม่ไหว (ยกเว้นไปกิน ... ยังพอไปไหว)
โป้ง มช : นายเคยได้ข่าวหรือเปล่า ... ไม่นานมานี้มีการประกวดสาวร้อนลีโอ
ป้อป มธ : เออ เห็นอยู่เหมือนกัน ในผู้จัดการออนไลน์ ... มีไรเหรอ?
โป้ง มช : ก็ไม่มีอะไรหรอก นอกจากนักศึกษา มช ที่เคยเป็นเด็กในที่ปรึกษาของเราได้
ตำแหน่งกับเขาด้วย ... ตอนนี้ก็ยังเรียนอยู่ปี 3 ที่ มช
ป้อป มธ : โห ก็(เป็นคน)สวยอะดิ ... แล้วทำไมอะ
โป้ง มช : ที่คณะฯเราเขากำลังประชุมกันอยู่ว่าจะจัดการอะไรไหมกับนักศึกษาคนนี้ ... นาย
คิดว่ายังไง
ป้อป มธ : จัดการเรื่องไรอะ
โป้ง มช : การประกวดนี้เป็นการประกวดเพื่อเป็นนางแบบโฆษณาเบียร์ ... เน้นจุดขายว่าเป็น สาวเซ็กซี่ ... แต่งตัวเซ็กซี่อย่างที่เห็นในข่าว ... ทางคณะฯเรา กำลังประชุมว่าจะ
ดำเนินการอะไรหรือเปล่ากับนักศึกษาคนนี้ ... นายเห็นว่าไง
ป้อป มธ : (นิ่งไปพักหนึ่ง ... ทำท่าคิด)
โป้ง มช : มช มีปัญหากับนักศึกษาของตัวเองมาก เพราะเป็นเมืองท่องเที่ยว และนักศึกษา
พักอาศัยอยู่ห่างไกลพ่อแม่ ... นักศึกษาหญิงหลายๆคนหาเงินใช้ด้วยการไปเป็น
พริตตี้ให้กับธุรกิจต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่พวกพริตตี้เชียร์เบียร์เชียร์เหล้า ... ส่วนที่จะ
แย่ไปกว่านั้นเราก็ไม่รู้ว่าจะมีหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆนับวันมันจะยิ่งหนักขึ้นทุกที
ป้อป มธ : อันนี้จริงๆเราว่ามันก็พูกลำบาก ... ในทางหนึ่ง เราว่ามันก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเขา
และมันก็ไม่ได้ผิดศึลธรรมรุนแรงอะไร มันก็เป็นอาชีพสุจริต คณะฯหรือ
มหาวิทยาลัยไม่น่าจะเข้าไปยุ่งอะไร ... ในอีกทางหนึ่ง ถ้ามองว่ามหาวิทยาลัยมี
บทบาท ความรับผิดชอบต่อศีลธรรมและจริยธรรมต่างๆของสังคม อันนี้
มหาวิทยาลัยก็ควรจะต้องเคลื่อนไหวเหมือนกัน แต่จะเคลื่อนไหวยังไง อันนี้เรา
ไม่แน่ใจ
โป้ง มช : อันนี้เราก็เห็นด้วยกับนายทั้งสองทาง ในส่วนหนึ่งเราคิดว่ามันเป็นเรื่องของ
ดีกรี ... ถ้านายว่าประกวดสาวร้อนลีโอไม่มีปัญหาอะไร แล้วถ้าดีกรีมันเพิ่มขึ้นอีก
นิดหน่อยเป็นว่าไปถ่ายแบบชุดบิกีนี่ลงในนิตยสาร FHM หรือ Maxim ล่ะ อันนี้ก็
ไม่ผิดศีลธรรม แต่มหาวิทยาลัยไม่ควรจะทำอะไรเลยเหรอ ... จริงๆคำว่า "ไม่ผิด
ศีลธรรม" นี้เค่อนข้างเคลื่อนไหว มันเปลี่ยนแปลงไปตามความเห็นและค่านิยม
ของสังคม ... ในอนาคตข้างหน้าไม่แน่ว่าถ่ายบิกีนี่คงเป็นเรื่องปกติ ... และจริงๆ
ความเห็นและค่านิยมสังคมก็เป็นผลกระทบจากการที่มหาวิทยาลัยไม่ทำอะไร
ด้วยส่วนหนึ่งเหมือนกัน
ป้อป มธ : อันนี้เราก็เห็นด้วยว่ามหาวิทยาลัยควรมีบทบาททางด้านศีลธรรม จริยธรรมของ
นักศึกษาเช่นเดียวกัน แต่เราไม่เห็นด้วยกับการที่คนหยิบมือมาบอกว่าอะไรผิด
อะไรถูก ... เราเห็นด้วยว่ามหาวิทยาลัยอาจควรทำอะไรบางอย่าง แต่ถ้ามีน้าเบียบ
(รัตน์) มาบอกว่าแต่งตัวอย่างนี้ผิด ห้ามทำ มันไม่ใช่การแก้ปัญหา ... คนจะสงสัย
ว่ามันผิดตรงไหน ... คนจะมองว่ากฎหมายเป็นข้อบังคับที่ไร้สาระ ไม่ใช่สิ่งที่ทำ
ให้คนอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างเป็นสุข
โป้ง มช : เออ อันนี้เราก็เห็นด้วยกับนายว่ะ ... เราว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่และเป็นเรื่องใหญ่
การตัดสินใจต่างๆอาจต้องอาศัยการเข้ามาคุยกัน ... ข้อตกลงต่างๆควรจะมา
จากกลุ่มคนที่เป็นตัวแทนของทั้งสังคม ไม่ใช่คนแก่ๆกลุ่มหนึ่ง ... บางที มช อาจ
จะต้องนั่งลงคุยกับนักศึกษาและหาแนวทางร่วมกันว่ามหาวิทยาลัยควรจะจัดการ
อะไรไหม ... แต่นายก็มักจะเห็น เวลาเกิดเรื่องอะไรกับนักศึกษา สังคมไทยโทษ
มหาวิทยาลัยทุกที ... อันนี้บอกได้หรือเปล่าว่าสังคมคาดหวังกับมหาวิทยาลัยใน
การอบรมบ่มศีลธรรม จรรยาบรรณให้กับนักศึกษา
ป้อป มธ : เราว่าอย่าไปสนใจสังคมไทยมากนัก ... สังคมนี้โทษได้ทุกอย่างยกเว้นตัวเอง ...
ในประเด็นที่จะคุยกับกลุ่มคนที่ represent ทั้งมหาวิทยาลัย เราก็เห็นด้วย ... แต่
ในประเด็นการจัดการ อันนี้เราว่ามันไม่ใช่หน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่จะต้องไป
ควบคุมดูแลนักศึกษา ... มันทั้งไม่ควรทำ และทำไม่ได้ เพราะไม่รู้จะเอาใครไป
ดูแล ... อันนี้เราว่ามหาวิทยาลัยอาจได้แค่แสดงท่าทีเป็นห่วง หรือไม่เห็นด้วย
กับการกระทำบางอย่างพร้อมทั้งบอกเหตุผล ... แต่นักศึกษาจะทำอะไรหรือไม่
มันอยู่ที่ตัวเขา ... เราเชื่อในระบบ self-cencoring มากกว่าจะให้หน่วยงานใด
หน่วยงานหนึ่งจัดการในเรื่องต่างๆ
พอดี "พี่อู้ด มหด" อดีตนักเคลื่อนไหวสิทธิสตรีเดินผ่านมา โป้ง มช กับป้อป มธ เลยเรียกเข้ามาคุยด้วย ... หลังจากทักทายและเล่าเรื่องราวอย่างย่อให้ฟัง พี่อู้ด มหด ก็แสดงความเห็นของเธอ
พี่อู้ด มหด : พี่ก็เห็นด้วยในหลายๆอย่างที่พวกเธอคุยกัน แต่มีประเด็นสำคัญอันหนึ่งที่เรา
ไม่ควรลืม ... นักศึกษาในมหาวิทยาลัยอยู่ในวัยที่เป็น "ผู้ใหญ่" แล้ว ... เราควร
ที่จะปฏิบัติกับเขาเหมือนผู้ใหญ่คนหนึ่ง ... พี่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งถ้า
มหาวิทยาลัยจะออกกฎห้ามไอ้โน่นไอ้นี่โดยที่พวกนักศึกษาไม่ได้ใช้ชื่อ
มหาวิทยาลัยไปทำ ... ถ้าเอาชื่อมหาวิทยาลัยไปประกวดก็ว่าไปอย่าง แต่ถ้า
ประกวดด้วยชื่อตัวเองก็ไม่เห็นเสียหายตรงไหน
โป้ง มช : แต่ถ้าเราไม่ทำอะไรเลยมันก็รังแต่จะแย่ลงทุกวันสิครับ
พี่อู้ด มหด : มันก็ตลกดีที่เราคิดว่าเราสามารถพัฒนาสังคมได้ด้วยการห้ามอย่างโน้นอย่าง
นี้ ... พวกนี้โตแล้ว ถ้าเราไม่ฝึกให้เขาคิดให้เขาตัดสินใจในช่วงชีวิตที่เขาอยู่ใน
มหาวิทยาลัย แล้วเมื่อไหร่พวกนี้จะได้คิด ... จะมัวแต่ห้ามนู่นห้ามนี่ใน
มหาวิทยาลัยแล้วหวังว่าพอจบปีสี่ออกไปแล้วเขาจะคิดได้เองงั้นเหรอ ... พอ
จบออกไปจะเอากฎอะไรมาห้ามเขาอีก พอจบออกไปพวกนี้ต้องเจอกับสังคม
จริงๆ ถ้าพวกเขาไม่ได้ฝึกคิดฝึกตัดสินใจ แล้วเขาจะทำยังไง ... การห้ามโน่น
ห้ามนี่ ไม่ฝึกให้เขาคิดต่างหากหรือเปล่าที่เป็นตัวทำให้สังคมไทยแย่ลง ... พี่
ว่าให้หัดคิดหัดตัดสินใจซะบ้างไม่เห็นจะเสียหายตรงไหน
พี่อู้ด มหด : (ต่อ) ในอีกประเด็นหนึ่ง ถ้าเขาทำผิดแล้วถ้ามันผิดจริงเขาก็คงจะรับกรรมใน
ความผิดของตัวเองไป ... เขาตัดสินใจทำเอง และเขาก็รับผิดชอบการกระทำ
ของตัวเขาเองไม่เห็นจะกระบทอะไรสังคม ... พี่ว่าบทบาทมหาวิทยาลัยที่ควร
ทำคือการสร้าง Guide line ในทางเดินของนักศึกษามากกว่า ... ก็ไม่ใช่ว่าเรา
ปล่อยให้เขาเดินผิดทางไปเรื่อยๆไม่สิ้นสุด หรือกำหนดเส้นตรงๆให้เดินเส้น
เดียว ... Guide line มีไว้เป็นกรอบกว้างๆในการเดิน ส่วนใครจะเดินทางไหน
เรื่องของพวกเขา ... แบบนี้เขาก็ได้ฝึกคิดฝึกตัดสินใจไปด้วย
ป้อป มธ : ผมเห็นด้วยกับพี่อู้ดครับ ... แต่ปัญหาคือไอ้ Guide line เนี่ยมันสร้างยากนะ
ครับ ... แล้วมันก็ขึ้นกับดีกรีของแต่ละคนที่มองมันอีกนั่นแหละ
พี่อู้ด มหด : พี่ก็ว่ายาก แต่ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ ... สังคมมีกรอบของมันอยู่แล้ว ก็เอากรอบของ
สังคมจริงๆมาใช้ ... อาจจะเพิ่มความเข้มข้นอีกหน่อยให้มีความชัดเจนขึ้น มันก็
ทำได้ ไม่ใช่ว่ายากจนทำไม่ได้ซะทีเดียว
พี่อู้ด มหด : เออ พอดีพี่ต้องไปแล้วล่ะ ... ต้องกลับไปกินข้าวแล้วไปทำงานต่อ
โป้ง มช : ตามสบายครับพี่อู้ด ขอบคุณมากๆเลยครับสำหรับความเห็น ... ผมว่ามีประโยชน์
มาก ... หวัดดีครับพี่อู้ด
ป้อป มธ : หวัดดีครับพี่อู้ด โชคดีนะครับ
โป้ง มช : แล้วเราเอาไง
ป้อป มธ : ก็ไปกินดิ ... วิ่งเหนื่อยแล้ว ไปกินบ้าง แล้ววันหลังค่อยวิ่งต่อ
...
และนั่นก็คือเบื้องหลังการประกวดสาวร้อนลีโอที่หลายๆคนคงไม่ทราบ
Wednesday, November 09, 2005
ส่วนที่ 1.5: Robert Aumann ... เท่าที่รู้จัก
จริงๆถ้าเป็นไปได้ก็อยากเขียนถึงผู้เฒ่ารางวัลโนเบลปีนี้ทั้งสองคนนะครับ แต่ด้วยความรู้ทางด้านนี้ที่น้อยนิด ผมเลยไม่รู้จัก Thomas Schelling เลยแม้แต่นิดเดียว ... Aumann จริงๆผมก็รู้จักแบบงูๆปลาๆ แต่ก็ยังอยากเขียนถึงอยู่ดี
จริงๆก็ดังที่เพื่อนสนิทมิตรสหายรู้กันว่าผมเพิ่งจะมาทำความรู้จักกับ Game Theory อย่างจริงจังก็ตอนที่มาติดเกาะนี่เอง ... ตอนแรกที่ไปเรียนตัว Intro ของวิชานี้ก็เพราะแค่ "อยากจะรู้ว่า Game Theory มันเอามาสอนกันเป็นเทอมได้ด้วยเหรอ?" เท่านั้นเอง ... เรียนไปเรียนมาซึ้งเลยครับ วิชานี้เรียนกันเป็นปีๆก็ไม่จบ ส่วนต่อขยายกว้างมาก รวมไปถึงเป็นต้นกำเนิดทั้ง Contract Theory และ Mechanism Design (จริงๆมันก็อันเดียวกันเปล่า) ที่กำลังฮิตติดลมบนในระยะหลัง
ผมเริ่มเรียน Game Theory ด้วยหนังสือสุดฮิตของ Osborne&Rubinstein ที่ชื่อว่า "A course in game theory" ครับ โดยใช้หนังสือของ Osborne ชื่อว่า "An intro to game theory" เป็นตัวช่วย ... ผมมีนิสัยแปลกตรงที่ชอบอ่านคำนิยมหนังสือที่ปกหลัง โดยไม่มีสาเหตุ ... และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ผมพบชื่อ Robert Aumann ศาสตราจารย์ทางด้านคณิตศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยแห่งนครเยรูซาเล็ม ... จริงๆแล้วก็รู้สึกแปลกใจที่ Osborne&Rubinstein ให้บุคคลคนนี้เขียนคำนิยมให้คนเดียว ต่างจากหนังสือของ Gibbon ที่เต็มไปด้วยนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังในสหรัฐอเมริกา ... หนังสือสุดฮิตทำไมให้ยิวที่ไหนก็ไม่รู้มาเขียนคำนิยม
พอเรียนไปได้สักพัก เข้าเรื่อง "ความรู้ (Knowledge)" นี่ก็เป็นจุดที่สองที่ผมพบกับชื่อของ Robert Aumann อีกครั้งครับ ... ในหนังสือ O&R มีแบบฝึกหัดข้อนึงที่ให้พิสูจน์ว่า Subjective Prob (แปลเป็นไทยว่าอะไรก็ไม่รู้) จะแตกต่างกันไม่ได้ถ้า Prior (ก็แปลไม่ได้อีกอะ) และ Subjective Prob เป็น Common Knowledge (อันนี้แปลได้ว่า "ความรู้สามัญ" แต่ไม่อยากแปล) ... ยิ่งอ่านยิ่งงง ไปคุยกับอาจารย์ก็เลยได้คำแนะนำว่าให้ไปอ่านงานของ Aumann ในปี 1976
เห็นครั้งแรก หมูเลยครับ ... งานนี้ลงใน Annals of Stat. วารสารเดียวกับสลัดเสือรุ่นพี่ (ที่ถูกวิจารย์ว่าไม่ใช่วารสารเศรษฐศาสตร์) มีความหนาแค่ 5 หน้าครับ! ... แต่พออ่านไปได้สักพักก็สลด เพราะบทความ 5 หน้าของ Aumann อันนี้ผมใช้เวลาอ่านกว่า 5 ชั่วโมง (ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีครับ ... ใครไม่เชื่อก็ไปลองอ่านดู ชื่อ Agreeing to Disagree ... ขออนุญาตแนะนำว่าควรมี O&R ประกอบครับ) ... ขอแทรกตรงนี้ว่าปัจจุบันยิ่งสลดกว่าเดิมเพราะอ่านจากบทสัมภาษณ์แล้ว Aumann เอาบทความนี้ไปถาม Arrow ว่าลงตีพิมพ์ได้หรือเปล่า เพราะมันช่าง "obvious" เสียเหลือเกิน!
บทความนี้มีความสำคัญตรงที่เป็นบทความแรกที่ให้คำนิยาม Common Knowledge แบบคณิตศาสตร์อย่างเป็นทางการครับ ... งานนี้สร้างสายงานต่อหลังมาได้พอสมควร และจริงๆแล้วก็ยังคงเป็นนิยาม Common Knowledge ที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน ... เริ่มจากตรงนี้ชื่อของ Aumann เริ่มเข้ามาอยู่ในหัวผม
ยังมีบทความอีกชิ้นหนึ่งของ Aumann ที่ผมได้อ่าน เป็นงานใน Econometrica ปี 1986 ชื่อว่า Correlated Equilibrium as an expression of Bayesian retionality ครับ ... งานนี้ดีกว่าเดิมหน่อยตรงที่มี 18 หน้า แต่ผมใช้เวลาอ่านน้อยกว่าเดิม (แต่ก็ยังไม่รู้เรื่องเหมือนเดิม) ... Aumann คนนี้เป็นต้นคิดของ Correlated Equilibrium (CE) ซึ่งเป็น Equilibrium concept ที่ขยายใหญ่จาก Mixed Strategy Nash Equilibrium (MSNE) ขึ้นไปอีก ... บทความปี 1986 ชิ้นนี้พยายามหาเหตุผลให้กับ CE และบอกว่ามันมีเหตุผลดีกว่า MSNE ครับ ... อาจารย์ผมเล่าว่า CE นี้เป็นที่นิยมอย่างยิ่งทั้งในเศรษฐศาสตร์และคณิตศาสตร์ เพราะมันประพฤติตัวดีกว่า MSNE (Existence ไม่ต้องพูดถึงเพราะขนาด MSNE ยัง Exist)
ขึ้นเทอมที่สอง ผมลงวิชาต่อของ Game Theory ... เรียนมาจนถึง Bayesian Game อีกที อาจารย์คนเดิมพูดถึงผมงานของ Harsanyi ที่แปลง Imperfect Information Game ให้กลายเป็น Incomplete Information Game ... สงสัยอีกแล้วว่ามันต่างกันยังไง อาจารย์คนเดิมบอกให้ไปอ่านงานรางวัลโนเบลของ Harsanyi ผมก็ลองไปอ่าน ... อ่านไปได้สองหน้าก็คิดในใจว่าอ่านจบก็เพี้ยนแล้วครับ ผมเลยใช้วิธีลัด ไปหางานของคนอื่นที่เขียนอธิบายถึงงานของ Harsanyi แทน ... ปรากฎว่าเจองานของ Myerson ครับ เล่าเรื่องราวพร้อมเกร็ดประวัติน่าสนใจ
ที่ผมจำได้อยู่ตอนหนึ่งคืองานของ Harsanyi ชิ้นนี้มีปัญหามาก เพราะเมื่อข้อมูลของผู้เล่นคนหนึ่งในเกมหายไป ผู้เล่นคนอื่นๆต้องสร้างการคาดการณ์เกี่ยวกับข้อมูลที่หายไปนี้ขึ้นมาแทน ... เรื่องมันไม่จบแค่นี้ เพราะเมื่อผู้เล่นคนอื่นๆสร้างการคาดการณ์ขึ้นมาแล้ว พวกเขาต้องสร้างการคาดการณ์ของการคาดการณ์เหล่านั้นขึ้นมา และพวกเขายังต้องสร้างการคาดการณ์ของการคาดการณ์ของการคาดการณ์เหล่านั้นขึ้นมา ... (ไล่ไปเรื่อยๆต่อเองนะครับ) ตามคำบอกเล่าของ Myerson งานชิ้นนี้พัฒนาขึ้นมาอย่างมากหลังจาก Harsanyi ได้เข้าร่วมงานกับบริษัทที่ปรึกษาของ Morgenstern (บิดาคนที่สองของ Game Theory ... คู่ขา Von Neumann) และได้พบกับบรรดาเด็กๆของ Morgenstern ... และหนึ่งในบรรดาเด็กๆของ Morgenstern เหล่านี้ก็คือ Aumann นี่เองครับ ... งานพัฒนาไปเป็นชิ้นเป็นอันที่สุดตอนที่ Harsanyi ไปเยี่ยมมหาวิทยาลัยแห่งนครเยรูซาเล็มที่ Aumann อยู่ครับ
ถ้าใครว่างอย่างผม ก็เข้าไปดูประวัติที่ Harsanyi เขียนตอนรับรางวัลโนเบลก็บอกเล่าเรื่องราวคล้ายๆกันครับ ... อีกคนที่ได้รางวัลโนเบลร่วมกับ Harsanyi และ Nash ซึ่งก็คือ Selten เจ้าของผลงาน Subgame Perfect Equilibrium ก็เขียนในประวัติของตัวเขาเองตอนรับรางวัลโนเบล ถึง Aumann เหมือนกันครับ ... ประมาณว่าเขาขอบคุณช่วงเวลาที่เขาเป็นหนึ่งในกลุ่มเด็กๆของ Morgenstern และได้มีโอกาสรู้จัก Aumann และคนอื่นๆ ซึ่งทำให้เขามีโอกาสพัฒนาตนเองอย่างที่สุด
และผมคิดว่าผมพบชื่อของ Aumann บ่อยที่สุดในช่วงท้ายสุดของการเรียน Game Theory ครับ เพราะมันเป็นเรื่อง Repeated Game (ไม่อยากแปลเป็นไทยอีกแหละ) ซึ่ง Aumann มีบทบาทอย่างมากครับในการพัฒนาเกมสาขานี้ขึ้นมา ... ผมเข้าใจว่าเขาได้รับรางวัลโนเบลจากงานทางด้านนี้เพราะนี่คืองานที่เกี่ยวกับ Coordination และบอกว่าผลลัพท์แบบ Coordination เกิดขึ้นมาได้ถ้าเกมมีลักษณะเป็น Repeated Game ... ถ้าจำไม่ผิด Aumann ยังเป็นคนพิสูจน์ Folk Theorem ด้วยครับ (ซึ่งเนื้อหาก็คล้ายๆกับประโยคที่แล้ว)
จากที่ผมเล่ามา ผมคิดว่าแม้คนที่มีความรู้ในทฤษฎีเกมจำกัดแบบผมยังระลึกได้ว่านี่คือบุคคลหนึ่งที่มีส่วนในการสร้างเสริมและเติมแต่งทฤษฎีเกมให้มีหน้าตาเหมือนดั่งในปัจจุบันครับ ... ไม่ว่าจะเป็นในส่วนงานที่ตนเองเขียนเอง หรืองานที่ช่วยคนอื่นคิด
สำหรับข้อกล่าวหาของนิตยสาร The Economists ที่บอกว่า Aumann ดูจะออกไปทางนักคณิตศาสตร์ ซึ่งสนใจปัญหาในเชิงคณิตศาสตร์มากกว่าเศรษฐศาสตร์ ... อันนี้จากมุมมองส่วนตัว ในบรรดางานที่เคยอ่าน Aumann ให้ความสนใจกับการแปลความหมาย และการประยุกต์ใช้แบบจำลองในทางเศรษฐศาสตร์มากทีเดียวครับ ... ถึงแม้ว่าคำถามหลักในงานดูจะออกไปทางคำถามของนักคณิตศาสตร์ก็ตามที
ผมว่ามีปัญหาเดียวของรางวัลโนเบลในปีนี้ที่ผมยังติดใจ นั่นคือผมไม่คิดว่างานของทั้ง Aumann และ Schelling เป็นงานที่เปลี่ยนรูปร่างหน้าตาของสาขาอย่างถอนรากถอนโคนครับ ... ในจุดนี้รางวัลปีนี้ดูจะด้อยกว่าปีก่อนๆ เช่น Lucas, Akerlof&Spence&Stiglitz, Kydland&Prescott ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับรางวัลใจแคบที่ให้ Nash, Harsanyi, และ Selten ในปีเดียวกัน (ผมว่าสามคนนี้ได้สองปีไม่น่าเกลียด) ... นอกจากนั้น ถ้าดูตัวเลือกอื่นๆเช่น Bhagwati&Krugman ในสาขา Inter Econ หรือ Barro กับอีกสักคนใน Growth ก็ดูจะไม่เลวนะครับ
แต่ยังไงก็ยังดีใจครับที่ปีนี้ คนทำงานที่อิสราเอลมาเกือบทั้งชีวิตได้รับรางวัล ... ก่อนจบขอเชียร์ (ส่วนตัว) Barro&อีกสักคน, Sargent&Hansen&Sims, Myerson&อีกสักคน, Athey&อีกสักสองคน ให้ได้รางวัลโนเบลกับเขาบ้างครับ
