Saturday, August 20, 2005
ส่วนที่ 1.5 : อุดมศึกษากับ Externalities
พอดีต้องทำรายงานส่งในวิชาสัมมนาครับ ... ดำน้ำไปซักพักก็เลยได้หัวข้อนี้มา
... ถ้าท่านใดมีความเห็นเพิ่มเติมหรือข้อเสนอแนะก็จักเป็นพระคุณยิ่งครับ
ข้อมูลจาก National Center of Education Statistics (NCES) ของอเมริกาได้แสดงไว้ว่ารัฐบาลในประเทศแทบทั้งหมดบนโลกให้งบประมาณสนับสนุนต่อหัวในการศึกษาในระดับอุดมศึกษาไว้สูงกว่าระดับประถมเกือบสามเท่า ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงการเข้ามามีส่วนร่วมเป็นอย่างมากของภาครัฐต่อการศึกษาระดับนี้ของประเทศ
หลักการเบื้องต้นของวิชาเศรษฐศาสตร์ภาครัฐบอกไว้ว่า "รัฐบาลควรมีหน้าที่จำกัดในระบบเศรษฐกิจ" เพื่อทำให้ Deadweight Loss อยู่ในระดับต่ำสุด ... หน้าที่ของรัฐที่พึงมีก็ได้แก่ การรักษากฎหมาย งานจัดการกับความไม่เท่าเทียม และงานแก้ไข market failures ... ในส่วนของการศึกษาคงเกี่ยวข้องกับความไม่เท่าเทียมและ positive externalities แต่ผมจะเน้นแต่ positive externalities ส่วนประเด็นความไม่เท่าเทียมจะนำมาสู่นโยบายภาครัฐในลักษณะที่แตกต่างกัน - ไม่ใช่ Direct Subsidy และสนับสนุนทุกคน แต่เป็นการลด Financial Constraint และเน้นเฉพาะกลุ่มเป้าหมายเท่านั้น
ในประเด็นของการศึกษา แน่นอนว่านักเศรษฐศาสตร์ตระหนักถึง Positive Externalities ของมัน ทั้งในรูปแบบที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระดับผลิตผล (Productivity) หรือผลกระทบทางอ้อมที่มันมีต่อผู้คนและสังคม เช่น การศึกษาลดอัตราการก่ออาชญากรรม การศึกษาเพิ่มพูนสุขลักษณะอนามัย สร้างร่างกายที่สมบูรณ์ขึ้น ทำให้ผู้คนอายุยืนยาวขึ้น ทำให้ผู้คนเข้าถึงสุนทรียจากการอ่านได้ ทำให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยเข้มแข็ง ฯลฯ (สนใจเพิ่มเติมลองอ่าน Haveman, R. and B. Wolfe, 1984)
ไม่มีใครมีข้อสงสัยต่อการกระทำของรัฐบาลในการเข้าไปสนับสนุนการศึกษาของผู้คนในระดับประถมและมัธยม แม้จะมีการออกกฎหมายให้มีการเข้าเรียนฟรี ยังมีบางฝ่ายด้วยซ้ำ (เช่นผม) ที่อยากให้แจกนม ขนม อาหารกลางวัน ค่าเดินทาง เพื่อจูงใจให้เด็กๆในพื้นที่ชนบทห่างไกลได้เดินทางมาเล่าเรียน ... การศึกษาในระดับนี้มีผลตอบแทนสูงมากทั้งในทางตรงและทางอ้อม
ข้อสงสัยหลายอย่างเกิดขึ้นกับการสนับสนุนของรัฐบาลต่อการเรียนในอุดมศึกษา ... ถ้าหากว่าผลตอบแทนส่วนใหญ่ตกอยู่ในรูปของผลตอบแทนส่วนตัว การเข้าไปให้การสนับสนุนการศึกษาในระดับนี้ของภาครัฐบาลก็อาจจะไม่เป็นที่ต้องการของสังคม
จากงานศึกษาที่ส่วนใหญ่เกิดในอเมริกา (ด้วยข้อจำกัดทางด้านข้อมูลที่น่าเชื่อถือ) โดยมีข้อสรุปแตกต่างกันออกไปตั้งแต่ 1 ไปจนถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ... งาน survey ของ Riddell (2004) รวบรวม positive externalities ในหลากหลายด้าน และสรุปว่าค่าดังกล่าวโดยรวมแล้วอยู่ในระดับ 7 - 10 เปอร์เซ็นต์ (รวมทั้งทางตรงและทางอ้อม)
ค่าในระดับดังกล่าวบอกได้ว่าอยู่ในระดับที่สูงพอสมควร และอาจนำมาถึงข้อสนับสนุนของการที่รัฐบาลเข้าไปให้ subsidy ต่อการเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษา ... อย่างไรก็ตามในเชิงเปรียบเทียบ ค่า positive externalities ในระดับดังกล่าวอาจไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลควรเข้าไปสนับสนุนการศึกษาในระดับอุดมศึกษาในอ้ตราที่สูงโดยอัตโนมัติ
ในอุดมคติ การเปรียบเทียบระหว่างผลประโยชน์ส่วนเพิ่มและค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มอาจเป็นสิ่งสำคัญ ... ระดับ positive externalities อาจควรจะนำไปเปรียบเทียบกับ Deadweight Loss ส่วนเพิ่มของการขยายการมีส่วนร่วมของรัฐบาลเสียก่อน ก่อนที่จะมีการตัดสินใจว่ารัฐบาลควรเข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมดังกล่าวหรือไม่ หรือเข้าไปมีส่วนร่วมในระดับใด
ในทางปฏิบัติ การหา Deadweight Loss ส่วนเพิ่มของรัฐบาลคงเป็นไปได้ยากถึงเป็นไปไม่ได้ ... เรื่องต่อไปที่อาจทำได้คือการเปรียบเทียบประโยชน์ระหว่างการเข้าไปสนับสนุนการศึกษาในระดับอุดมศึกษากับประโยชน์ส่วนเพิ่มจากการไปแทรกแซงในกิจกรรมอื่นๆ
Heckman (2000) ได้กล่าวเป็นนัยถึงส่วนสุดท้ายนี้ไว้อย่างน่าสนใจ ... ถ้าพูดถึงอเมริกาในยุคปัจจุบัน ประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับจากการเข้าไปแทรกแซงการเรียนรู้ก่อนวัยเรียนน่าจะอยู่ในระดับที่สูงกว่าการแทรกแซงในระดับอุดมศึกษามากพอสมควร ... อย่างไรก็ตามไม่มีงานศึกษาใดที่แนะนำถึงการตัดงบการสนับสนุนการศึกษาระดับอุดมศึกษา Heckman (2000) เพียงกล่าวในประเด็นว่างบประมาณส่วนเพิ่มควรจะถูกเพิ่มให้กับโครงการพัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน
ยังไม่มีงานศึกษาเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ในประเทศไทยในสมองของผม แต่โดยความเห็นส่วนตัว positive externalities อาจแตกต่างกันไปตามระดับการศึกษา (ผมว่าการศึกษา ป.เอก ก็ externalities สูงเหมือนกันนะครับ) สายวิชาวิทย์-สังคม และสาขาวิชา (เช่น ธุรกิจ Vs วิทยาศาสตร์) ฯลฯ
... เมื่อไม่มีความรู้เรื่องงานศึกษา นโยบายภาครัฐควรเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ แต่โดยความเห็นส่วนตัว มีงานหลายๆอย่างที่รัฐบาลไทยทำทั้งๆที่ไม่ควรทำ ... ดังนั้นงานที่มีประโยชน์ดังเช่นการสนับสนุนการศึกษาก็น่าจะเป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยควรให้การสนับสนุนต่อไปครับ
References
Haveman, R. and B. Wolfe. (1984). Schooling and economic well-being: The role of non-market effects. Journal of Human Resources, 19, pp. 377 – 407.
Heckman, J.J. (2000). Policies to foster human capital. Research in Economics, 54, pp. 3 – 56.
Riddell, W.C. (2004). The Social Benefits of Education: New Evidence on an Old Question. Menuscript (Download ได้แต่เข้าไปหา Google กันเองนะครับ)
... ถ้าท่านใดมีความเห็นเพิ่มเติมหรือข้อเสนอแนะก็จักเป็นพระคุณยิ่งครับ
ข้อมูลจาก National Center of Education Statistics (NCES) ของอเมริกาได้แสดงไว้ว่ารัฐบาลในประเทศแทบทั้งหมดบนโลกให้งบประมาณสนับสนุนต่อหัวในการศึกษาในระดับอุดมศึกษาไว้สูงกว่าระดับประถมเกือบสามเท่า ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงการเข้ามามีส่วนร่วมเป็นอย่างมากของภาครัฐต่อการศึกษาระดับนี้ของประเทศ
หลักการเบื้องต้นของวิชาเศรษฐศาสตร์ภาครัฐบอกไว้ว่า "รัฐบาลควรมีหน้าที่จำกัดในระบบเศรษฐกิจ" เพื่อทำให้ Deadweight Loss อยู่ในระดับต่ำสุด ... หน้าที่ของรัฐที่พึงมีก็ได้แก่ การรักษากฎหมาย งานจัดการกับความไม่เท่าเทียม และงานแก้ไข market failures ... ในส่วนของการศึกษาคงเกี่ยวข้องกับความไม่เท่าเทียมและ positive externalities แต่ผมจะเน้นแต่ positive externalities ส่วนประเด็นความไม่เท่าเทียมจะนำมาสู่นโยบายภาครัฐในลักษณะที่แตกต่างกัน - ไม่ใช่ Direct Subsidy และสนับสนุนทุกคน แต่เป็นการลด Financial Constraint และเน้นเฉพาะกลุ่มเป้าหมายเท่านั้น
ในประเด็นของการศึกษา แน่นอนว่านักเศรษฐศาสตร์ตระหนักถึง Positive Externalities ของมัน ทั้งในรูปแบบที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระดับผลิตผล (Productivity) หรือผลกระทบทางอ้อมที่มันมีต่อผู้คนและสังคม เช่น การศึกษาลดอัตราการก่ออาชญากรรม การศึกษาเพิ่มพูนสุขลักษณะอนามัย สร้างร่างกายที่สมบูรณ์ขึ้น ทำให้ผู้คนอายุยืนยาวขึ้น ทำให้ผู้คนเข้าถึงสุนทรียจากการอ่านได้ ทำให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยเข้มแข็ง ฯลฯ (สนใจเพิ่มเติมลองอ่าน Haveman, R. and B. Wolfe, 1984)
ไม่มีใครมีข้อสงสัยต่อการกระทำของรัฐบาลในการเข้าไปสนับสนุนการศึกษาของผู้คนในระดับประถมและมัธยม แม้จะมีการออกกฎหมายให้มีการเข้าเรียนฟรี ยังมีบางฝ่ายด้วยซ้ำ (เช่นผม) ที่อยากให้แจกนม ขนม อาหารกลางวัน ค่าเดินทาง เพื่อจูงใจให้เด็กๆในพื้นที่ชนบทห่างไกลได้เดินทางมาเล่าเรียน ... การศึกษาในระดับนี้มีผลตอบแทนสูงมากทั้งในทางตรงและทางอ้อม
ข้อสงสัยหลายอย่างเกิดขึ้นกับการสนับสนุนของรัฐบาลต่อการเรียนในอุดมศึกษา ... ถ้าหากว่าผลตอบแทนส่วนใหญ่ตกอยู่ในรูปของผลตอบแทนส่วนตัว การเข้าไปให้การสนับสนุนการศึกษาในระดับนี้ของภาครัฐบาลก็อาจจะไม่เป็นที่ต้องการของสังคม
จากงานศึกษาที่ส่วนใหญ่เกิดในอเมริกา (ด้วยข้อจำกัดทางด้านข้อมูลที่น่าเชื่อถือ) โดยมีข้อสรุปแตกต่างกันออกไปตั้งแต่ 1 ไปจนถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ... งาน survey ของ Riddell (2004) รวบรวม positive externalities ในหลากหลายด้าน และสรุปว่าค่าดังกล่าวโดยรวมแล้วอยู่ในระดับ 7 - 10 เปอร์เซ็นต์ (รวมทั้งทางตรงและทางอ้อม)
ค่าในระดับดังกล่าวบอกได้ว่าอยู่ในระดับที่สูงพอสมควร และอาจนำมาถึงข้อสนับสนุนของการที่รัฐบาลเข้าไปให้ subsidy ต่อการเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษา ... อย่างไรก็ตามในเชิงเปรียบเทียบ ค่า positive externalities ในระดับดังกล่าวอาจไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลควรเข้าไปสนับสนุนการศึกษาในระดับอุดมศึกษาในอ้ตราที่สูงโดยอัตโนมัติ
ในอุดมคติ การเปรียบเทียบระหว่างผลประโยชน์ส่วนเพิ่มและค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มอาจเป็นสิ่งสำคัญ ... ระดับ positive externalities อาจควรจะนำไปเปรียบเทียบกับ Deadweight Loss ส่วนเพิ่มของการขยายการมีส่วนร่วมของรัฐบาลเสียก่อน ก่อนที่จะมีการตัดสินใจว่ารัฐบาลควรเข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมดังกล่าวหรือไม่ หรือเข้าไปมีส่วนร่วมในระดับใด
ในทางปฏิบัติ การหา Deadweight Loss ส่วนเพิ่มของรัฐบาลคงเป็นไปได้ยากถึงเป็นไปไม่ได้ ... เรื่องต่อไปที่อาจทำได้คือการเปรียบเทียบประโยชน์ระหว่างการเข้าไปสนับสนุนการศึกษาในระดับอุดมศึกษากับประโยชน์ส่วนเพิ่มจากการไปแทรกแซงในกิจกรรมอื่นๆ
Heckman (2000) ได้กล่าวเป็นนัยถึงส่วนสุดท้ายนี้ไว้อย่างน่าสนใจ ... ถ้าพูดถึงอเมริกาในยุคปัจจุบัน ประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับจากการเข้าไปแทรกแซงการเรียนรู้ก่อนวัยเรียนน่าจะอยู่ในระดับที่สูงกว่าการแทรกแซงในระดับอุดมศึกษามากพอสมควร ... อย่างไรก็ตามไม่มีงานศึกษาใดที่แนะนำถึงการตัดงบการสนับสนุนการศึกษาระดับอุดมศึกษา Heckman (2000) เพียงกล่าวในประเด็นว่างบประมาณส่วนเพิ่มควรจะถูกเพิ่มให้กับโครงการพัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน
ยังไม่มีงานศึกษาเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ในประเทศไทยในสมองของผม แต่โดยความเห็นส่วนตัว positive externalities อาจแตกต่างกันไปตามระดับการศึกษา (ผมว่าการศึกษา ป.เอก ก็ externalities สูงเหมือนกันนะครับ) สายวิชาวิทย์-สังคม และสาขาวิชา (เช่น ธุรกิจ Vs วิทยาศาสตร์) ฯลฯ
... เมื่อไม่มีความรู้เรื่องงานศึกษา นโยบายภาครัฐควรเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ แต่โดยความเห็นส่วนตัว มีงานหลายๆอย่างที่รัฐบาลไทยทำทั้งๆที่ไม่ควรทำ ... ดังนั้นงานที่มีประโยชน์ดังเช่นการสนับสนุนการศึกษาก็น่าจะเป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยควรให้การสนับสนุนต่อไปครับ
References
Haveman, R. and B. Wolfe. (1984). Schooling and economic well-being: The role of non-market effects. Journal of Human Resources, 19, pp. 377 – 407.
Heckman, J.J. (2000). Policies to foster human capital. Research in Economics, 54, pp. 3 – 56.
Riddell, W.C. (2004). The Social Benefits of Education: New Evidence on an Old Question. Menuscript (Download ได้แต่เข้าไปหา Google กันเองนะครับ)
Thursday, August 04, 2005
ส่วนที่ 1 : เทอมที่สอง (ข้อแก้ตัว)
นับจนถึงวันนี้ มหาวิทยาลัยแห่งเกาะก็เปิดทำการสอนในเทอมที่สองมาได้เป็นเวลาร่วม 3 อาทิตย์แล้วครับ
จะนับว่าเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของมหาวิทยาลัยแห่งเกาะก็ว่าได้ที่นักเรียน ป.เอกมีน้อย และกระจัดกระจายไปตามสถาบันวิจัยต่างๆ และนอกจากนั้นด้วยเงื่อนไขที่บังคับให้นักเรียน ป.เอกเรียนในห้องเรียนแค่ปีเดียว ทำให้วิชาที่เปิดทำการสอนที่นี่มีให้เลือกไม่มากนัก ... แต่ด้วยความที่ไอ้ตัวเราก็นักชอป ชอบไปนั่งเรียนหลายๆวิชาดูก่อนแล้วค่อยลงทะเบียนจริง ... และอาจจะด้วยความประมาทและคาดไม่ถึง (ว่าจะมีนักชอปเยอะมากที่นี่) จนถึงวันนี้ตูยังไม่มีชื่ออยู่ในใบลงทะเบียนเลย!!!
ด้วยบุญทำแต่เทอมก่อน ตอนนี้อาจารย์ยิ้มหวานเลยมีข้อเสนอให้ช่วยทำงานวิจัยที่เป็นการแก้ไขบทความในหนหลัง เพื่อจะนำไปตีพิมพ์ในวารสารอินเตอร์ (ซึ่งเป็นคนละประเภทกับ FHM ของคุณปิ่น) ... ด้วยไฟที่ลุกโชนในช่วงปิดเทอม ไอ้เราก็ตอบตกลงทันทีทั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง จัดแจงตระเตรียมเอกสารเพื่อขอทำงานแล้วเสร็จใช้เวลาเกือบเดือน เข้าไปคุยกับอาจารย์ยิ้มหวานในช่วงเปิดทำการสอนพอดี (อันนี้ผมบอกไว้ก่อนว่าผมขอ ก.พ. แล้ว แต่ไม่ได้ขอท่านเจ้าชีวิต ... มีอะไรคุณปิ่นช่วยเคลียร์ให้ด้วยละกัน เพราะรู้สึกว่าเขียนบันทึกเก่ง)
ได้เรื่องเลยครับ!!! ... ท่านกรุณาบอกผมด้วยเสียงเรียบๆว่าท่านกำลังทำ Markov-Switching VAR แบบจำลองในลักษณะ (Hidden) State Space ใช้วิธี estimate แบบ Maximum Likelihood โดยอาศัย Kalman Filter เป็นตัวช่วย ... ฟังครั้งแรกรู้เรื่องเป็นคำๆเช่น VAR, Maximum Likelihood, State Space แต่พอมาต่อเป็นประโยคแล้วไม่รู้เรื่องว่ะ
ประกอบกับบุญอีกอันที่ทำแต่เทอมก่อน ไปรับปากอาจารย์ที่สอนวิชา Intro to Game Theory ว่าจะลงวิชาตัวต่อ ... เข้าไปนั่งฟัง Outline ของวิชาก็รู้เรื่องว่ามันเป็นอะไรที่เกี่ยวกับ Contract Theory และ Mechanism Design นี่แหละ (แล้วไอ้สองตัวนี้มันคืออะไรวะ?) ... เสร็จแล้วท่านก็กรุณาเริ่มต้นด้วยความรู้พื้นฐานเรื่อง Correspondences และนิยาม Upper Hemi-continuous เพื่อจะนำไปพิสูจน์ว่า Strategic Game มี (Mixed Strategy) Nash Equilibrium ทุกเกม ... ตอน Intro มันมีแต่หา Nash Equilibrium เกมหลายๆแบบนี่หว่า ... ทำไมตัวต่อมันต่อไม่ค่อยสนิทเลยวะเนี่ย?!?!
ทั้งสองปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นพร้อมกันในช่วงเวลาอาทิตย์แรกของเทอมที่สอง พร้อมกับการถอนตัวออกจากวงการชั่วคราวของ Straw Hat ... คาดว่าหลังจากนี้ไปคงจะมีการถอนตัวอีกเป็นระยะๆ แต่รับรองว่าคงจะเข้าไป Comments ในแหล่งอื่นๆบ้างอย่างต่อเนื่องตามแต่สังขารจะอำนวย
...
ตอนนี้เข้าสู่สัปดาห์ที่สาม เริ่มเข้าที่ ... จริงๆเรื่องพวกนี้มันก็ไม่ยากนี่หว่า ทนๆไปซักพักเดี๋ยวก็ชิน ... อย่างไรก็ตามช่วงนี้ผมคงงดบทความในส่วนที่ 2 ไปซักพัก เนื่องจากตอนนี้ไม่มีอะไรอยู่ในหัวเลยนอกจาก Bayesian Game ของ Harsanyi กับวิธีการเลี้ยงวัว (Ox program)
นอกจากนั้นยังต้องเกรงกลัวความสุดยอดของพลพรรคผีแดงอีก ที่มีข่าวร่ำๆว่าจะขายกองหน้าเกรดต่ำอย่าง "ฟานนิสเตอรอย" เพื่อเปิดทางให้กับกองหน้าเวิล์ดคลาสอย่าง "โอเว่น" ... คิดๆไปแล้วหนาวแทนพลพรรคสามทีมใหญ่ที่เหลือจริงๆ
... โอว! นึกไปนึกมาอาทิตย์นี้ก็มี Community Shield ... อาจารย์ยิ้มหวานให้อ่านนิทานก่อนนอนก็ยังไม่ได้อ่าน พรุ่งนี้ก็ต้องไปเรียนวิธี model knowledge อีก การบ้าน growth ก็ยังไม่ได้ส่ง ... ส่องกระจกแล้วรู้สึกว่าหน้าผากจะมีลักษณะใกล้เคียงกับของ Harsanyi เข้าไปทุกทีแล้วนี่เรา
... ทำไมเราไม่เกิดก่อน von Neumann ว้า?
จะนับว่าเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของมหาวิทยาลัยแห่งเกาะก็ว่าได้ที่นักเรียน ป.เอกมีน้อย และกระจัดกระจายไปตามสถาบันวิจัยต่างๆ และนอกจากนั้นด้วยเงื่อนไขที่บังคับให้นักเรียน ป.เอกเรียนในห้องเรียนแค่ปีเดียว ทำให้วิชาที่เปิดทำการสอนที่นี่มีให้เลือกไม่มากนัก ... แต่ด้วยความที่ไอ้ตัวเราก็นักชอป ชอบไปนั่งเรียนหลายๆวิชาดูก่อนแล้วค่อยลงทะเบียนจริง ... และอาจจะด้วยความประมาทและคาดไม่ถึง (ว่าจะมีนักชอปเยอะมากที่นี่) จนถึงวันนี้ตูยังไม่มีชื่ออยู่ในใบลงทะเบียนเลย!!!
ด้วยบุญทำแต่เทอมก่อน ตอนนี้อาจารย์ยิ้มหวานเลยมีข้อเสนอให้ช่วยทำงานวิจัยที่เป็นการแก้ไขบทความในหนหลัง เพื่อจะนำไปตีพิมพ์ในวารสารอินเตอร์ (ซึ่งเป็นคนละประเภทกับ FHM ของคุณปิ่น) ... ด้วยไฟที่ลุกโชนในช่วงปิดเทอม ไอ้เราก็ตอบตกลงทันทีทั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง จัดแจงตระเตรียมเอกสารเพื่อขอทำงานแล้วเสร็จใช้เวลาเกือบเดือน เข้าไปคุยกับอาจารย์ยิ้มหวานในช่วงเปิดทำการสอนพอดี (อันนี้ผมบอกไว้ก่อนว่าผมขอ ก.พ. แล้ว แต่ไม่ได้ขอท่านเจ้าชีวิต ... มีอะไรคุณปิ่นช่วยเคลียร์ให้ด้วยละกัน เพราะรู้สึกว่าเขียนบันทึกเก่ง)
ได้เรื่องเลยครับ!!! ... ท่านกรุณาบอกผมด้วยเสียงเรียบๆว่าท่านกำลังทำ Markov-Switching VAR แบบจำลองในลักษณะ (Hidden) State Space ใช้วิธี estimate แบบ Maximum Likelihood โดยอาศัย Kalman Filter เป็นตัวช่วย ... ฟังครั้งแรกรู้เรื่องเป็นคำๆเช่น VAR, Maximum Likelihood, State Space แต่พอมาต่อเป็นประโยคแล้วไม่รู้เรื่องว่ะ
ประกอบกับบุญอีกอันที่ทำแต่เทอมก่อน ไปรับปากอาจารย์ที่สอนวิชา Intro to Game Theory ว่าจะลงวิชาตัวต่อ ... เข้าไปนั่งฟัง Outline ของวิชาก็รู้เรื่องว่ามันเป็นอะไรที่เกี่ยวกับ Contract Theory และ Mechanism Design นี่แหละ (แล้วไอ้สองตัวนี้มันคืออะไรวะ?) ... เสร็จแล้วท่านก็กรุณาเริ่มต้นด้วยความรู้พื้นฐานเรื่อง Correspondences และนิยาม Upper Hemi-continuous เพื่อจะนำไปพิสูจน์ว่า Strategic Game มี (Mixed Strategy) Nash Equilibrium ทุกเกม ... ตอน Intro มันมีแต่หา Nash Equilibrium เกมหลายๆแบบนี่หว่า ... ทำไมตัวต่อมันต่อไม่ค่อยสนิทเลยวะเนี่ย?!?!
ทั้งสองปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นพร้อมกันในช่วงเวลาอาทิตย์แรกของเทอมที่สอง พร้อมกับการถอนตัวออกจากวงการชั่วคราวของ Straw Hat ... คาดว่าหลังจากนี้ไปคงจะมีการถอนตัวอีกเป็นระยะๆ แต่รับรองว่าคงจะเข้าไป Comments ในแหล่งอื่นๆบ้างอย่างต่อเนื่องตามแต่สังขารจะอำนวย
...
ตอนนี้เข้าสู่สัปดาห์ที่สาม เริ่มเข้าที่ ... จริงๆเรื่องพวกนี้มันก็ไม่ยากนี่หว่า ทนๆไปซักพักเดี๋ยวก็ชิน ... อย่างไรก็ตามช่วงนี้ผมคงงดบทความในส่วนที่ 2 ไปซักพัก เนื่องจากตอนนี้ไม่มีอะไรอยู่ในหัวเลยนอกจาก Bayesian Game ของ Harsanyi กับวิธีการเลี้ยงวัว (Ox program)
นอกจากนั้นยังต้องเกรงกลัวความสุดยอดของพลพรรคผีแดงอีก ที่มีข่าวร่ำๆว่าจะขายกองหน้าเกรดต่ำอย่าง "ฟานนิสเตอรอย" เพื่อเปิดทางให้กับกองหน้าเวิล์ดคลาสอย่าง "โอเว่น" ... คิดๆไปแล้วหนาวแทนพลพรรคสามทีมใหญ่ที่เหลือจริงๆ
... โอว! นึกไปนึกมาอาทิตย์นี้ก็มี Community Shield ... อาจารย์ยิ้มหวานให้อ่านนิทานก่อนนอนก็ยังไม่ได้อ่าน พรุ่งนี้ก็ต้องไปเรียนวิธี model knowledge อีก การบ้าน growth ก็ยังไม่ได้ส่ง ... ส่องกระจกแล้วรู้สึกว่าหน้าผากจะมีลักษณะใกล้เคียงกับของ Harsanyi เข้าไปทุกทีแล้วนี่เรา
... ทำไมเราไม่เกิดก่อน von Neumann ว้า?
