Thursday, July 14, 2005

 

ส่วนที่ 2 : ความยากจนในแอฟริกา ... ฉบับขอแจม

ด้วยสังเกตเห็นว่า Corgiman, Kickoman, และ David Ginola ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาความยากจนในแอฟริกา ... เลยอดไม่ได้ที่จะขอแจมเรื่องดังกล่าว แต่เอาแบบเท่าที่รู้ และเต็มไปด้วยอคติส่วนตัวครับ (จริงๆพยายามค้นข้อมูลเหมือนกัน แต่ช่วงนี้ยุ่งนิดหน่อย เลยไม่ค่อยมีเวลาอ่าน)
..................................................................................................................................... คำเตือน : บทความในตอนนี้อาจจะอ้างถึงบทความเรื่อง "Debate: The End of Poverty?" ของ Kickoman และ Comments ใน Blog นั้น
.....................................................................................................................................

Dani Rodrik คงเป็นชื่อที่คุ้นหูใครๆหลายคน ไม่ใช่ว่าเป็นเพราะเขามีสกุลพ้องเสียงกับนักหวดมือทอง แต่เป็นเพราะเขาเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีความคิดเฉียบคมน่าสนใจคนหนึ่ง

วันหนึ่ง Rodrik ได้ร่วมเขียนบทความกับ Subramanian และ Trebbi ผมว่าหลายคนคงเคยอ่านบทความนี้กันบ้างแล้ว - Institutions rule: The primacy of institutions over geography and integration in economic development - แต่ถึงอ่านไปแล้ว ผมก็ยังจะเล่าให้ฟัง (ซ้ำ) อยู่ดี

ในบทความชิ้นนี้ของ Rodrik และคณะ จะพูดถึงปัจจัยสำคัญที่สามารถนำมาอธิบายถึงอัตราการเติบโตของแต่ละประเทศบนโลก ซึ่งมีความแตกต่างกันเหลือเกินในโลกยุคปัจจุบัน

จากการสำรวจบทความทางทฤษฎี บทความนี้เล่าว่าเราสามารถแยกปัจจัยสำคัญที่นำมาอธิบายถึงความแตกต่างของอัตราการเติบโตนี้ได้เป็น 3 ปัจจัยหลักๆ อันได้แก่

1. ภูมิประเทศ (Geography) - ภูมิประเทศที่แตกต่างทำให้ผลผลิตทางการเกษตรแตกต่างและทรัพยากรมนุษย์ก็แตกต่าง

2. การค้าระหว่างประเทศ (ในบทความนี้ใช้คำว่า Integration) - การค้าระหว่างประเทศนำมาซึ่งการถ่ายทอดเทคโนโลยี และการแข่งขัน ซึ่งทำให้เกิดการ Converge เข้าหากันระหว่างประเทศรวยกับประเทศจน

3. สถาบัน (Institutions) - อันได้แก่ตัวบทกฎหมาย และการรักษากฎหมาย รวมไปถึงการให้สิทธิครอบครองทรัพย์สิน (property rights) การรักษากฎหมายที่เข้มแข็ง รวมไปถึงการให้สิทธิในการครอบครองทรัพย์สินจะทำให้เกิดแรงจูงใจในการพัฒนาความเจริญส่วนบุคคล ที่นำมาซึ่งอัตราการเติบโตของประเทศโดยรวม

ปัจจัยทั้งสามนี้มิได้อยู่แยกกัน แต่ส่งผลกระทบซึ่งกันและกันไปมา ดังแสดงอยู่ในรูปข้างล่าง โดยลูกศรจะแสดงผลกระทบที่ส่งจากปัจจัยที่หางลูกศร ไปสู่ปัจจัยที่หัวลูกศร ... เป้าหมายสุดท้ายคือการอธิบายถึงความแตกต่างของอัตราการเติบโตของรายได้ (Income level) ... และไม่มีปัจจัยใดที่สามารถเคลื่อนย้าย เปลี่ยนแปลงภูมิประเทศได้ (มันจึงไม่อยู่ที่หัวลูกศรใดๆเลย)


Relationships

จากกระบวนการทางเศรษฐมิติที่ทั้งยืมและทั้งเหยียบบทความอื่นๆ ข้อสรุปของบทความนี้มีอยู่ว่า "สถาบัน (Institutions)" เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการอธิบายความแตกต่างของอัตราการเติบโตของรายได้ของประเทศบนโลกปัจจุบัน

ด้วยการตีความที่มีอคติ "ความโลภ" และ "ความเห็นแก่ตัว" ของมนุษย์มีพลังผลักดันเหนือสิ่งอื่นใด ดังนั้นการรักษากฎหมายและสร้าง Property Right จึงเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการผลักดันให้เกิดการเติบโตทางรายได้ที่รวดเร็ว

ด้วยความเชื่อส่วนตัว (ที่มีอคติ) บทความนี้มีผลการศึกษาถูกใจ ... ดังนั้นผมจะโยงเข้าถึงการพูดคุยที่มีรสชาดที่เกิดขึ้นใน Blog ของ Kickoman ...

...

ผมไม่รู้ถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่า "Extreme Poverty" (ไม่เคยอ่านงานของ Sachs) แต่เฉพาะแค่คำว่า "Poverty" ก็สามารถตีความไปถึงคนที่แทบจะดำรงชีวิตอยู่ไม่ได้ในโลกปัจจุบันแล้ว ... อย่างไรก็ตาม จากจินตนาการถึงคนแอฟริกันก็ขอนิยามคำว่า "Extreme Poverty" ไปเองว่าทั้งจน และทั้งขาด "โอกาสที่จะหลุดพ้นจากความจน" โดยสิ้นเชิง

แม้แต่การแก้ปัญหา "Poverty" ปกติ เราก็มี "Poverty Trap" ซึ่งหมายถึงโอกาสที่ไม่เท่าเทียมในการพัฒนาตนเอง จึงทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับคนอื่น และหลุดพ้นจากสภาวะความจนได้อยู่แล้ว ... หิวเพราะแทบไม่มีอะไรจะกิน แล้วจะไปคิดพัฒนาตนเองหาเหาอะไร ... ก็ให้เข้าใจ (ไปเอง) ได้ว่าการแก้ "Extreme Poverty Trap" นั้นยากยิ่งกว่า เพราะไม่ใช่แค่ทำให้ท้องอิ่มและถีบตัวส่งนิดหน่อย แต่รวมไปถึงจะต้องพัฒนา "โอกาส" ให้เกิดขึ้นในสภาวะแวดล้อมหรือในประเทศที่คนเหล่านั้นดำรงชีวิตอยู่ด้วย

ดังนั้นงานแก้ปัญหานี้จึงยากขึ้นทวีคูณ

ผมเลยไม่แปลกใจที่ Jeffrey Sachs จะขายข้อเสนอที่แก้ความจน รวมไปถึงพัฒนาโอกาสให้เกิดขึ้น โดยใช้เงินจำนวนมหาศาล ... ผมเห็นด้วยกับ Sachs ในข้อนี้ที่เราคงต้องพัฒนาไปทุกๆด้านพร้อมๆกัน ... ต่อให้อิ่มจนจุกและมีความรู้ในการปลูกข้าวอยู่แน่นหัว แต่อยู่ในเอธิโอเปียก็ไม่รู้จะสามารถแก้ความยากจนของตัวเองได้ยังไง นอกจากเราจะต้องร่วมมือร่วมใจพัฒนาผืนดินในประเทศดังกล่าวให้สามารถพอปลูกข้าวได้เสียก่อน

อย่างไรก็ตามผมยังสงสัยกับการตั้งเป้าหมายเวลา 25 ปีของ Sachs ... กระบวนการสำคัญในการพัฒนาคือการเรียนรู้ ต่อให้มีผืนดินอุดมสมบูรณ์และมีความรู้ในการเลี้ยงตัวที่เป็นสากล แต่พวกเขาก็ต้องมีเวลาในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมรอบๆตัวพวกเขา ซึ่งคงต้องอาศัยการเรียนรู้อีกระยะหนึ่ง

ประกอบกับบทความที่ผมเสนอไปข้างต้น ... การสร้างการเติบโตจำเป็นต้องอาศัยสถาบันในการผลักดันและจูงใจอีกทางหนึ่ง ... ความรู้ในการปลูกข้าวและแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าผู้คนไม่ใช้ประโยชน์มัน ... ผู้คนจะใช้ประโยชน์สิ่งเหล่านี้ก็ต่อเมื่อพวกเขาได้รับประโยชน์จากพวกมัน (อคติอีกแล้ว)

ปัญหาคือ "การเรียนรู้" และ "สถาบัน" เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยเวลาในการพัฒนาอย่างยาวนาน ... ระบอบประชาธิปไตยเป็นระบบการปกครองที่ดีที่สุด แต่ระบอบประชาธิปไตยต้องการประชาชนที่ฉลาดและรับผิดชอบในระดับหนึ่ง (อคติ 100) ... ระบอบการปกครองที่ดีน่าจะนำมาซึ่งกฎหมายที่ดี รวมไปถึง Property Right ที่ดี ... สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยเวลาในการเรียนรู้และพัฒนา

ณ จุดนี้ผมจึงคิดว่า Absorbed Capacity ที่ผู้คนพูดถึงกันคงไม่ใช่แค่เรื่องความสามารถในการรับทุนเบื้องต้นแบบง่ายๆ ดังเช่น แพทย์ พยาบาล ที่เสียสละตนอยู่ในพื้นที่ ที่ต้องการยาและอุปกรณ์เพิ่มเติมจากเงินช่วยเหลือ ... Capacity ที่สำคัญที่ต้องคำนึงถึง คือ ความสามารถในการรับการพัฒนาที่จะทำให้ประชาชนชาวแอฟริกาสามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง ภายหลังจากนานาประเทศถอนตัวจากการให้ทุนช่วยเหลือออกไปแล้ว ... พวกเขาจะต้องสามารถและปรารถนาที่จะรักษาแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ให้คงอยู่ต่อไปได้ พวกเขาจะต้องรู้จักพัฒนาตนให้สามารถและปรารถนาที่จะอยู่ได้ด้วยตัวเอง พวกเขาจะต้องสามารถและปรารถนาที่จะสร้างรายได้เพื่อนำมาซื้อหายาและอุปกรณ์เวชภัณฑ์เพื่อรักษาตนเอง ฯลฯ

สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดกับคนที่เคยอยู่กับ "Extreme Poverty" ได้ง่ายๆ และเราอาจจะไม่สามารถสร้างได้ภายในระยะเวลา 25 ปี

ในส่วนหนึ่ง ผมเห็นด้วยกับ Easterly ที่ว่าเราไม่สามารถ "ซื้อ" ปัญหา "Extreme Poverty" ได้ง่ายๆ และผมจึงเข้าใจว่าเขาจึงต้องการแก้ปัญหาในลักษณะ "ทีละส่วน" แต่ทำอย่างต่อเนื่องไปเป็นร้อยๆปี

ผมไม่รู้ว่าสภาวะของโลกเราพร้อมรับกับการจ่ายเงิน 0.7% ของ GDP ประเทศร่ำรวยไปเป็นร้อยๆปีหรือเปล่า (ผมคิดว่าถ้าให้แค่ 25 ปี แล้วลดเงินลงไปมหาศาลก็เหมือนเป็นการศูนย์เปล่า) ... ถ้าไม่พร้อม แนวคิดของ Easterly ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผลซะทีเดียว (อคติรองขอบรองสุดท้าย)

สุดท้าย ผมเชื่อว่าการเพิ่มเงินช่วยเหลือให้กับประเทศแอฟริกามีประโยชน์ (และยิ่งเพราะว่าประเทศไทยไม่ต้องออกด้วยแล้ว ... อันนี้พูดเล่น) ... แต่ผมไม่เชื่อในการเปลี่ยนแปลงแบบปุปปัปฉับพลันทันใจครับ ... การเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่จำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาอ้นยาวนาน (อคติรองสุดท้าย) ... การจะเปลี่ยนโลกทุนนิยมให้เป็นโลกในฝันของ Marx ยิ่งต้องอาศัยระยะเวลายาวนานยิ่งกว่า (อคติสุดท้าย แต่ใหญ่สุด)




Tuesday, July 12, 2005

 

ส่วนที่ 1 : Sydney ... เท่าที่จำได้

ในปี ค.ศ. 1787 กองเรือ 11 ลำได้ออกเดินทางเพื่อคุมนักโทษจากเครือจักรภพอังกฤษ มุ่งหน้ามาสู่ดินแดนใหม่อันกว้างใหญ่ไพศาล ... ไม่น่าเชื่อว่าด้วยแผนที่เดินทางที่ผิดเพี้ยนกองเรือดังกล่าวสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของการเดินทาง โดยนำนักโทษมาส่งยังดินแดนใหม่ได้เป็นจำนวนเกือบทั้งหมด และขึ้นฝั่งที่เมืองที่ถูกเรียกขานในปัจจุบันว่า Sydney ในปี ค.ศ. 1788

ในช่วงเริ่มต้น Sydney มีสภาพดังบ้านป่าเมืองเถื่อน จนกระทั่งนาย Macquarie ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ปกครองเมืองในช่วงต้นคริสตศตวรรษที่ 19 และก็เป็นนาย Macquarie นี่เองที่ทำให้เมือง Sydney ได้เริ่มแปลสภาพเป็นเมืองที่น่าอยู่อาศัยมากขึ้น ... จึงไม่น่าแปลกใจที่อะไรๆในเมืองนี้ต่างมีชื่อว่า Macquarie

Sydney เติบโตในยุคแรกเริ่มในลักษณะคล้ายคลึงกับเมืองอาณานิคมอื่น โดยอาศัยความเป็นเมืองท่า ที่มีสินค้าจากทะเลและสินค้าจากทวีปเอเชียในราคาถูก โดยในราวปี ค.ศ. 1830 Sydney ก็เป็นเมืองท่าอาณานิคมที่สำคัญแห่งหนึ่งของเครือจักรภพอังกฤษ

อาจจะเป็นเพราะความโชคดีที่มีคนค้นพบทองคำในเมืองนี้ จึงทำให้ผู้คนจากยุโรปหลั่งไหลกันเข้ามาในดินแดนใหม่ ... ในช่วงปี ค.ศ. 1850 ประชากรของเมือง Sydney เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ... ถึงแม้ Sydney จะได้รับประโยชน์จากยุคตื่นทองน้อยกว่า Melbourne แต่ยุคตื่นทองใน Sydney เกิดขึ้นก่อน Melbourne

ภายหลังการสถาปนาขึ้นเป็นประเทศออสเตรเลียในปี ค.ศ. 1901 จากการรวมตัวของอาณานิคม 6 แห่งบนดินแดนใหม่นี้ Sydney และ Melbourne ต่างแข่งขันเพื่อแย่งชิงความเป็นเมืองที่สำคัญที่สุดของประเทศเรื่อยมา ... แต่เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ Sydney กลายเป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วโลกมากกว่า ก็คือการสร้างสะพาน Sydney Harbour Bridge ซึ่งถือได้ว่าเป็นสะพานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก (แต่มีความยาวเป็นอันดับ 3 ในปัจจุบัน)

สะพาน Sydney Harbour Bridge ถูกเปิดใช้อย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1932 ใช้เวลาในการก่อสร้างจริงแค่ราว 5 ปี ใช้งบประมาณในการก่อสร้างทั้งหมดราว 10 ล้านปอนด์ การสร้างสะพานแห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างสัญลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของเมือง แต่การก่อสร้างในช่วงที่โลกเกิดสภาวะ Great Depression ได้ทำให้สภาพเศรษฐกิจของเมืองก้าวแซงหน้าคู่แข่งอย่าง Melbourne ออกไปอย่างชัดเจน

Sydney ตอกย้ำความเป็นเมืองที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักมากที่สุดของออสเตรเลีย ด้วยการสร้าง Opera House ในช่วงปี ค.ศ. 1959 - 1973 (เฉพาะหลังคาใช้เวลาเกือบ 10 ปี รวมเวลาวางแผน) โดยในปัจจุบันสัญลักษณ์ของเมืองทั้งสองอย่างก็ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศออสเตรเลียไปแล้วด้วย



Sydney Opera House and Harbour Bridge


จากการพูดคุยกับชาวออสเตรเลีย Sydney อาศัยรูปแบบการพัฒนาเมืองในลักษณะเดียวกันกับเมือง Manhattan ในประเทศสหรัฐอเมริกา จึงทำให้มีคนพูดว่าการมาเดินในตัวเมือง Sydney ให้ความรู้สึกเดียวกันกับการเดินในย่าน Manhattan ในขณะที่การไปเดินในตัวเมือง Melbourne จะให้ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในยุโรป



บรรยากาศกลางเมือง Sydney

Sydney กลายเป็นศูนย์กลางทางด้านธุรกิจและการเงินของประเทศ อีกทั้งยังเป็นเมืองศูนย์กลางในการคมนาคมขนส่ง ไม่น่าแปลกใจที่ Sydney ในปัจจุบันได้ขยายออกไปไกลสุดลูกตา และมีการประมาณการกันว่าในอีก 30 ปีข้างหน้าชานเมืองด้านนอกสุดของ Sydney อาจจะอยู่ติดกับเมือง Canberra ซึ่งต้องใช้เวลาในการเดินทางด้วยรถบัสราว 3 ชั่วโมงกว่าๆเพื่อไปมาหาสู่กัน

***ท้ายที่สุดนี้ Straw Hat ขอส่งสารไปยังกลุ่มตาลิบัน และเครือข่ายอัลกออิดะห์ว่า เมือง Sydney ไม่ใช่เมือง Canberra ที่เป็นเมืองหลวงที่แท้จริงของประเทศออสเตรเลีย

This page is powered by Blogger. Isn't yours?