Thursday, June 30, 2005
ส่วนที่ 1 : ชีวิตคนติดเกาะ
ภายหลังจากได้ออกจากเมืองกรุงแห่งแสงสีสมใจ ในที่สุด Straw Hat ก็ได้มาใช้ชีวิตติดเกาะอยู่ได้นับเป็นเวลากว่า 5 เดือนแล้ว
เกาะที่ Straw Hat มาอยู่มีพื้นที่กว้างใหญ่ เทียบเป็นประมาณ 13 เท่าของเมืองไทย แต่มีประชากรทั้งสิ้นแค่ราว 1 ใน 3 ของเมืองยิ้มสวย (เพิ่งจะครบ 20 ล้านไปหยกๆ) ... ไม่น่าเชื่อว่าทั้งประเทศที่กว้างใหญ่จะมีประชากรรวมแค่ราว 2 เท่าของเมืองกรุงแห่งแสงสี
ได้มาอยู่เมืองหลวงของเกาะ ก็ต้องปรับตัวเล็กน้อย เพราะเป็นเมืองที่มีต้นไม้มากกว่ามนุษย์ ... คืนไหนโชคดีจะเจอตัวพอสซั่มวิ่งป้วนเปี้ยนไปมารอบตึกศูนย์วิจัย ... แต่ก็ยังไม่วาย ราคาบ้านที่นี่ใกล้เคียงกับราคาคอนโดฯที่เมืองหลวงดินแดนเจ้าโลกที่ kickoman อยู่ ... ไม่รู้จะเกี่ยวอะไรกับฟองสบู่ที่ kickoman เขียนถึงหรือเปล่า?
มหาวิทยาลัยแห่งชาติของเกาะตั้งขึ้นในปี 1946 ... ไม่รู้โครงสร้างนักศึกษาเป็นไง แต่ทำไมไอ้เราเจอคนจีนบ่อยกว่าคนออสเตรเลีย?!?! ... มาอยู่นี่เจอคนจีนก็เข้ามาคุยภาษาจีนด้วย เจอคนญี่ปุ่นก็เข้ามาคุยภาษาญี่ปุ่นด้วย เจอฝรั่งไม่ว่าชาติไหนก็ถามว่ามาจากจีนหรือเปล่า พอตอบกลับไปว่า "ไอ คัม ฟอม ไท่ยแล่นด์" ทุกคนก็ถอยห่างไป ไม่มีใครคุยด้วยซักคน ... สุดท้ายต้องไปจับกลุ่มกับนักศึกษาจากละตินอเมริกาและฟิจิ ด้วยถือว่าอยู่บนโลก (ที่สาม) ใบเดียวกัน
สิ่งที่ประทับใจที่สุดจากการมาเรียนที่นี่คือการมีอาจารย์ที่ยิ้มสวยที่สุดในโลก ... ถ้าโลกจัดอันดับมหา'ลัยจากรอยยิ้มอาจารย์ Straw Hat เชื่อว่าที่นี่ไม่พ้นท้อปเทน (โปรดดูรูปด้านล่างประกอบ)

อาจารย์ยิ้มหวาน Farshid Vahid
ช่วงเปิดเทอมก็เรียนหนักสมใจ ... ต่างให้การบ้านเหมือนกับรู้ว่าพวกนักศึกษายังอยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ ... ช่วงปิดเทอมก็ตั้งใจจะไปจับกลุ่มเตะบอลกับเพื่อนประเทศโลกเดียวกัน ก็ดันมาปิดเทอมเอาหน้าหนาว ... อากาศใกล้ศูนย์องศายังไม่เท่าไหร่ แต่ดันแถมมาด้วยฝนตกปรอยๆจากเช้าจรดเย็น ... ทีวีช่วงนี้ก็มีแต่รักบี้กับคริ้กเกตต์ ... สุดท้ายไปไหนไม่รอดก็ต้องแวะเข้า Blog ปิ่น จนได้ ... เข้าที่นู่นออกที่นี่จนตาลาย ... สุดท้ายไปตายอยู่ที่ Blog น้องปุ้ม...หญิง ... ก่อนที่จะไปเมาโค้กเอาที่ร้านลาวก่อนหลับไปนั่นแล
... และนี่ก็คือชีวิตของโจรสลัดติดเกาะคนหนึ่ง
เกาะที่ Straw Hat มาอยู่มีพื้นที่กว้างใหญ่ เทียบเป็นประมาณ 13 เท่าของเมืองไทย แต่มีประชากรทั้งสิ้นแค่ราว 1 ใน 3 ของเมืองยิ้มสวย (เพิ่งจะครบ 20 ล้านไปหยกๆ) ... ไม่น่าเชื่อว่าทั้งประเทศที่กว้างใหญ่จะมีประชากรรวมแค่ราว 2 เท่าของเมืองกรุงแห่งแสงสี
ได้มาอยู่เมืองหลวงของเกาะ ก็ต้องปรับตัวเล็กน้อย เพราะเป็นเมืองที่มีต้นไม้มากกว่ามนุษย์ ... คืนไหนโชคดีจะเจอตัวพอสซั่มวิ่งป้วนเปี้ยนไปมารอบตึกศูนย์วิจัย ... แต่ก็ยังไม่วาย ราคาบ้านที่นี่ใกล้เคียงกับราคาคอนโดฯที่เมืองหลวงดินแดนเจ้าโลกที่ kickoman อยู่ ... ไม่รู้จะเกี่ยวอะไรกับฟองสบู่ที่ kickoman เขียนถึงหรือเปล่า?
มหาวิทยาลัยแห่งชาติของเกาะตั้งขึ้นในปี 1946 ... ไม่รู้โครงสร้างนักศึกษาเป็นไง แต่ทำไมไอ้เราเจอคนจีนบ่อยกว่าคนออสเตรเลีย?!?! ... มาอยู่นี่เจอคนจีนก็เข้ามาคุยภาษาจีนด้วย เจอคนญี่ปุ่นก็เข้ามาคุยภาษาญี่ปุ่นด้วย เจอฝรั่งไม่ว่าชาติไหนก็ถามว่ามาจากจีนหรือเปล่า พอตอบกลับไปว่า "ไอ คัม ฟอม ไท่ยแล่นด์" ทุกคนก็ถอยห่างไป ไม่มีใครคุยด้วยซักคน ... สุดท้ายต้องไปจับกลุ่มกับนักศึกษาจากละตินอเมริกาและฟิจิ ด้วยถือว่าอยู่บนโลก (ที่สาม) ใบเดียวกัน
สิ่งที่ประทับใจที่สุดจากการมาเรียนที่นี่คือการมีอาจารย์ที่ยิ้มสวยที่สุดในโลก ... ถ้าโลกจัดอันดับมหา'ลัยจากรอยยิ้มอาจารย์ Straw Hat เชื่อว่าที่นี่ไม่พ้นท้อปเทน (โปรดดูรูปด้านล่างประกอบ)

อาจารย์ยิ้มหวาน Farshid Vahid
ช่วงเปิดเทอมก็เรียนหนักสมใจ ... ต่างให้การบ้านเหมือนกับรู้ว่าพวกนักศึกษายังอยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ ... ช่วงปิดเทอมก็ตั้งใจจะไปจับกลุ่มเตะบอลกับเพื่อนประเทศโลกเดียวกัน ก็ดันมาปิดเทอมเอาหน้าหนาว ... อากาศใกล้ศูนย์องศายังไม่เท่าไหร่ แต่ดันแถมมาด้วยฝนตกปรอยๆจากเช้าจรดเย็น ... ทีวีช่วงนี้ก็มีแต่รักบี้กับคริ้กเกตต์ ... สุดท้ายไปไหนไม่รอดก็ต้องแวะเข้า Blog ปิ่น จนได้ ... เข้าที่นู่นออกที่นี่จนตาลาย ... สุดท้ายไปตายอยู่ที่ Blog น้องปุ้ม...หญิง ... ก่อนที่จะไปเมาโค้กเอาที่ร้านลาวก่อนหลับไปนั่นแล
... และนี่ก็คือชีวิตของโจรสลัดติดเกาะคนหนึ่ง
Wednesday, June 29, 2005
ส่วนที่ 2 : ชีวิตของพี่เหลี่ย
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ก่อนแวะไปหาน้องปุ้ม ... Straw Hat ได้มีโอกาสไปฟังพี่บรู้ซพูดถึงบทความของ Krusell & Smith ว่าด้วยเรื่องของผลกระทบจาก Heterogeneity ทางด้านรายได้และสินทรัพย์ต่อระบบเศรษฐกิจมหภาค
พี่บรู้ซเป็นผลผลิตหนึ่งของมหา'ลัยแห่งชาติของเกาะในระดับ ป.ตรี ไปเรียนต่อปริญญาเอก ณ มหา'ลัยชายต้น (Princeton) และกำลังทำงานอยู่ที่มหา'ลัยสไปเดอร์แมนของไอ้ท่อก กะหล่ำปลีกุล ในประเทศเจ้าโลก ... พี่บรู้ซได้นำบทความข้างต้นมาพูดถึงเนื่องจากพี่บรู้ซกำลังสนใจที่จะสร้างผลการศึกษาที่ขัดแย้งกับบทความดังกล่าวออกมา
Krusell & Smith ได้นำเอาแบบจำลอง Real Business Cycles แบบง่ายๆ มาเพิ่มส่วนประกอบที่ทำให้ "ตัวแทนทางเศรษฐกิจ (Economic Agent)" ในแบบจำลองมีความแตกต่างกัน ... ถ้าใครได้เคยอ่านงานในลักษณะนี้มาก่อนจะทราบว่าการทำให้ตัวแทนทางเศรษฐกิจในแบบจำลองมีความแตกต่างกันนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยากในระดับหนึ่ง ... แต่ Krusell & Smith แค่ทำให้ตัวแทนทางเศรษฐกิจในแบบจำลองมีการกระจายในรายได้และสินทรัพย์ที่แตกต่างกันเพียงเท่านั้น และนำเอาแบบจำลองดังกล่าวไปศึกษาผลลัพธ์ที่เปลี่ยนไปจากแบบจำลองที่ตัวแทนทางเศรษฐกิจไม่มีความแตกต่างกันแต่ประการใด
ผลลัพธ์ประการหนึ่งที่สำคัญก็คือ "ความแตกต่างในการกระจายทางรายได้และสินทรัพย์ไม่ส่งผลให้เกิดความแตกต่างต่อตัวแปรสำคัญๆในระบบเศรษฐกิจมหภาค" ... ตัวแทนทางเศรษฐกิจสามารถคาดการณ์ถึงตัวแปรทางเศรษฐกิจล่วงหน้าได้ โดยอาศัย "ค่าเฉลี่ย" ของรายได้และสินทรัพย์เป็นข้อมูลเพียงเท่านั้น ... พวกเขาไม่ต้องรู้ถึงลักษณะของการกระจาย รวมไปถึงค่าความแปรปรวน (Variances) หรือลักษณะอื่นๆของการกระจายของรายได้และสินทรัพย์เพื่อนำมาคาดการณ์ข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคล่วงหน้าอย่างถูกต้องแต่ประการใด
พูดง่ายๆก็คือ ถ้าผลการศึกษาของ Krusell & Smith ถูกต้อง การกระจายรายได้และสินทรัพย์จะไม่ส่งผลกระทบต่อตัวแปรมหภาคในระบบเศรษฐกิจ ... ระบบเศรษฐกิจที่มีค่าเฉลี่ยของรายได้และสินทรัพย์ที่เท่ากัน ไม่ว่าการกระจายในรายได้และสินทรัพย์จะมากหรือน้อยเพียงใด ก็มีอัตราการบริโภค การออม และ การสะสมทุน ที่เท่าเทียมกัน
... งานศึกษาดังกล่าวทำให้ผมคิดถึง "พี่เหลี่ย" ของผม
พี่เหลี่ย เป็นชื่อย่อมาจาก "พี่เฉลี่ย (Average Man)" ซึ่งเป็นลักษณะของตัวแทนในระบบเศรษฐกิจที่ผมรู้จักตั้งแต่สมัยที่ยังเรียนอยู่กับ Corgiman ที่สำนักท่าพระจันทร์ ... ไม่มีใครรู้ว่าพี่เหลี่ยมีตัวตนหรือไม่ แต่นักเศรษฐศาสตร์สำนักกระแสหลักต่างตั้งหน้าตั้งตาศึกษาชีวิตพี่เหลี่ยกันอย่างเอาจริงเอาจัง
แนวคิดที่ทำให้ชีวิตพี่เหลี่ยน่าสนใจต่อนักเศรษฐศาสตร์กลุ่มดังกล่าวเป็นเพราะการทำให้มีผู้คนหลายหลากในแบบจำลองเศรษฐศาสตร์มหภาค (แบบกระแสหลัก) นั้นทำได้ยาก และอาจไม่เกิดประโยชน์ ... แทนที่จะศึกษาคนในประเทศไทยที่มีวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน 60 ล้านแบบ สู้มองว่าประเทศไทยรวมๆเป็นบุคคลคนเดียว และนำมาหารเฉลี่ย 60 ล้าน ก็จะได้ชีวิตพี่เหลี่ยของคนไทยออกมา ... พฤติกรรมของพี่เหลี่ยในเชิงเศรษฐกิจมหภาคไม่มีความแตกต่างจากคนไทยทั้ง 60 ล้านคน แต่การศึกษาพฤติกรรมของพี่เหลี่ยเพียงคนเดียวได้สร้างความง่ายให้กับแบบจำลองขึ้นมากมาย
และถ้าความสนใจของนักเศรษฐศาสตร์มีอยู่แค่เพียงตัวแปรทางเศรษฐกิจในระดับมหภาค การศึกษาชีวิตของพี่เหลี่ยก็น่าจะเพียงพอต่อการตอบคำถามของนักเศรษฐศาสตร์เหล่านั้น
การศึกษาชีวิตของพี่เหลี่ยได้ถูกพิสูจน์ว่าสามารถจำลองระบบเศรษฐกิจสำคัญๆของโลกได้มาหลายครั้ง หลายโอกาส ... ดังนั้นก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องน่าแปลกใจที่บรรดานักเศรษฐศาสตร์ต่างจ้องที่จะศึกษาชีวิตพี่เหลี่ย
... และงานของ Krusell & Smith ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับการศึกษาชีวิตพี่เหลี่ยของนักเศรษฐศาสตร์ยิ่งขึ้น ... เพราะมันได้ช่วยเน้นย้ำว่าแบบจำลองที่จะนำมาทดสอบผลทางนโยบายเศรษฐกิจไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงผลของการกระจายรายได้ ถ้าเป้าหมายของนโยบายอยู่ที่ตัวแปรทางเศรษฐกิจมหภาคเพียงเท่านั้น
..........
อย่างไรก็ตามพี่บรู้ซชี้ว่างานศึกษาเชิงประจักษ์หลายงานได้แสดงให้เห็นว่าการกระจายรายได้ส่งผลกระทบต่อตัวแปรทางเศรษฐกิจมหภาค ... นอกจากนั้นแบบจำลองปกติยังไม่สามารถตอบคำถามของผลกระทบได้อย่างชัดเจน ถ้าหากการกระจายรายได้เป็นเป้าหมายหลักอย่างหนึ่งของนโยบายเศรษฐกิจ
... และนี่ก็เป็นที่มาของงานวิจัยชิ้นใหม่ของพี่บรู้ซ ที่คงจะต้องติดตามกันต่อไป
..........
*ใครสนใจพี่บรู้ซผู้มีมาดเนี้ยบแต่ตุ้งติ้งเล็กน้อย (เห็นครั้งแรก Straw Hat ไม่คิดเลยว่าจะเป็นคนชาวเกาะ) เข้าไปหาข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ของพี่บรู้ซ
*บทความที่พูดถึงคือ Krusell & Smith (1998). Income and wealth heterogeneity in the macroeconomy. Journal of Political Economy, Vol. 106, No. 5, pp. 867-896.
พี่บรู้ซเป็นผลผลิตหนึ่งของมหา'ลัยแห่งชาติของเกาะในระดับ ป.ตรี ไปเรียนต่อปริญญาเอก ณ มหา'ลัยชายต้น (Princeton) และกำลังทำงานอยู่ที่มหา'ลัยสไปเดอร์แมนของไอ้ท่อก กะหล่ำปลีกุล ในประเทศเจ้าโลก ... พี่บรู้ซได้นำบทความข้างต้นมาพูดถึงเนื่องจากพี่บรู้ซกำลังสนใจที่จะสร้างผลการศึกษาที่ขัดแย้งกับบทความดังกล่าวออกมา
Krusell & Smith ได้นำเอาแบบจำลอง Real Business Cycles แบบง่ายๆ มาเพิ่มส่วนประกอบที่ทำให้ "ตัวแทนทางเศรษฐกิจ (Economic Agent)" ในแบบจำลองมีความแตกต่างกัน ... ถ้าใครได้เคยอ่านงานในลักษณะนี้มาก่อนจะทราบว่าการทำให้ตัวแทนทางเศรษฐกิจในแบบจำลองมีความแตกต่างกันนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยากในระดับหนึ่ง ... แต่ Krusell & Smith แค่ทำให้ตัวแทนทางเศรษฐกิจในแบบจำลองมีการกระจายในรายได้และสินทรัพย์ที่แตกต่างกันเพียงเท่านั้น และนำเอาแบบจำลองดังกล่าวไปศึกษาผลลัพธ์ที่เปลี่ยนไปจากแบบจำลองที่ตัวแทนทางเศรษฐกิจไม่มีความแตกต่างกันแต่ประการใด
ผลลัพธ์ประการหนึ่งที่สำคัญก็คือ "ความแตกต่างในการกระจายทางรายได้และสินทรัพย์ไม่ส่งผลให้เกิดความแตกต่างต่อตัวแปรสำคัญๆในระบบเศรษฐกิจมหภาค" ... ตัวแทนทางเศรษฐกิจสามารถคาดการณ์ถึงตัวแปรทางเศรษฐกิจล่วงหน้าได้ โดยอาศัย "ค่าเฉลี่ย" ของรายได้และสินทรัพย์เป็นข้อมูลเพียงเท่านั้น ... พวกเขาไม่ต้องรู้ถึงลักษณะของการกระจาย รวมไปถึงค่าความแปรปรวน (Variances) หรือลักษณะอื่นๆของการกระจายของรายได้และสินทรัพย์เพื่อนำมาคาดการณ์ข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคล่วงหน้าอย่างถูกต้องแต่ประการใด
พูดง่ายๆก็คือ ถ้าผลการศึกษาของ Krusell & Smith ถูกต้อง การกระจายรายได้และสินทรัพย์จะไม่ส่งผลกระทบต่อตัวแปรมหภาคในระบบเศรษฐกิจ ... ระบบเศรษฐกิจที่มีค่าเฉลี่ยของรายได้และสินทรัพย์ที่เท่ากัน ไม่ว่าการกระจายในรายได้และสินทรัพย์จะมากหรือน้อยเพียงใด ก็มีอัตราการบริโภค การออม และ การสะสมทุน ที่เท่าเทียมกัน
... งานศึกษาดังกล่าวทำให้ผมคิดถึง "พี่เหลี่ย" ของผม
พี่เหลี่ย เป็นชื่อย่อมาจาก "พี่เฉลี่ย (Average Man)" ซึ่งเป็นลักษณะของตัวแทนในระบบเศรษฐกิจที่ผมรู้จักตั้งแต่สมัยที่ยังเรียนอยู่กับ Corgiman ที่สำนักท่าพระจันทร์ ... ไม่มีใครรู้ว่าพี่เหลี่ยมีตัวตนหรือไม่ แต่นักเศรษฐศาสตร์สำนักกระแสหลักต่างตั้งหน้าตั้งตาศึกษาชีวิตพี่เหลี่ยกันอย่างเอาจริงเอาจัง
แนวคิดที่ทำให้ชีวิตพี่เหลี่ยน่าสนใจต่อนักเศรษฐศาสตร์กลุ่มดังกล่าวเป็นเพราะการทำให้มีผู้คนหลายหลากในแบบจำลองเศรษฐศาสตร์มหภาค (แบบกระแสหลัก) นั้นทำได้ยาก และอาจไม่เกิดประโยชน์ ... แทนที่จะศึกษาคนในประเทศไทยที่มีวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน 60 ล้านแบบ สู้มองว่าประเทศไทยรวมๆเป็นบุคคลคนเดียว และนำมาหารเฉลี่ย 60 ล้าน ก็จะได้ชีวิตพี่เหลี่ยของคนไทยออกมา ... พฤติกรรมของพี่เหลี่ยในเชิงเศรษฐกิจมหภาคไม่มีความแตกต่างจากคนไทยทั้ง 60 ล้านคน แต่การศึกษาพฤติกรรมของพี่เหลี่ยเพียงคนเดียวได้สร้างความง่ายให้กับแบบจำลองขึ้นมากมาย
และถ้าความสนใจของนักเศรษฐศาสตร์มีอยู่แค่เพียงตัวแปรทางเศรษฐกิจในระดับมหภาค การศึกษาชีวิตของพี่เหลี่ยก็น่าจะเพียงพอต่อการตอบคำถามของนักเศรษฐศาสตร์เหล่านั้น
การศึกษาชีวิตของพี่เหลี่ยได้ถูกพิสูจน์ว่าสามารถจำลองระบบเศรษฐกิจสำคัญๆของโลกได้มาหลายครั้ง หลายโอกาส ... ดังนั้นก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องน่าแปลกใจที่บรรดานักเศรษฐศาสตร์ต่างจ้องที่จะศึกษาชีวิตพี่เหลี่ย
... และงานของ Krusell & Smith ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับการศึกษาชีวิตพี่เหลี่ยของนักเศรษฐศาสตร์ยิ่งขึ้น ... เพราะมันได้ช่วยเน้นย้ำว่าแบบจำลองที่จะนำมาทดสอบผลทางนโยบายเศรษฐกิจไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงผลของการกระจายรายได้ ถ้าเป้าหมายของนโยบายอยู่ที่ตัวแปรทางเศรษฐกิจมหภาคเพียงเท่านั้น
..........
อย่างไรก็ตามพี่บรู้ซชี้ว่างานศึกษาเชิงประจักษ์หลายงานได้แสดงให้เห็นว่าการกระจายรายได้ส่งผลกระทบต่อตัวแปรทางเศรษฐกิจมหภาค ... นอกจากนั้นแบบจำลองปกติยังไม่สามารถตอบคำถามของผลกระทบได้อย่างชัดเจน ถ้าหากการกระจายรายได้เป็นเป้าหมายหลักอย่างหนึ่งของนโยบายเศรษฐกิจ
... และนี่ก็เป็นที่มาของงานวิจัยชิ้นใหม่ของพี่บรู้ซ ที่คงจะต้องติดตามกันต่อไป
..........
*ใครสนใจพี่บรู้ซผู้มีมาดเนี้ยบแต่ตุ้งติ้งเล็กน้อย (เห็นครั้งแรก Straw Hat ไม่คิดเลยว่าจะเป็นคนชาวเกาะ) เข้าไปหาข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ของพี่บรู้ซ
*บทความที่พูดถึงคือ Krusell & Smith (1998). Income and wealth heterogeneity in the macroeconomy. Journal of Political Economy, Vol. 106, No. 5, pp. 867-896.
Friday, June 24, 2005
ส่วนที่ 1: ประกาศ Blog ใหม่

The Great Pirate
ภายใต้วิสัยของหมู่โจร(สลัด) ทำให้คำขู่ของเพื่อนรัก (ผู้เป็นทายาทของรองหัวหน้าพรรคชาติไทย) ดูเหมือนจะมีความเป็นไปได้เป็นอย่างสูง ... เมื่อ Straw Hat ได้ดูปฏิทินดวงดาว สำรวจฤกษ์ยามเรียบร้อยแล้ว ... วันนี้ก็เลยได้โอกาสเปิดตัว Blog ของตัวเองสักที
ประกาศเพิ่มเติม!!!
Blog นี้คงประกอบไปด้วยส่วนหลักๆสองส่วน ซึ่งมีไว้สนองความต้องการของเจ้าของ Blog โดยสิ้นเชิง ... ส่วนที่หนึ่งคงมีขึ้นเพื่อความบันเทิง(ส่วนตัว)เป็นหลัก ... สำหรับเหล่าผู้รู้ ทิด บัณฑิต ที่ไม่ประสงค์ความบันเทิง หรืออาจไม่ได้รับความบันเทิงจากข้อเขียนในส่วนที่หนึ่ง ขอความกรุณาให้เมินข้ามส่วนนี้ไป ... ในส่วนที่สองเจ้าของ Blog ต้องการให้เป็นส่วนที่ไม่ไร้สาระ ... หากมิตรผู้ใดไม่เห็นด้วยว่าส่วนนี้ไม่ไร้สาระ ขอความกรุณาให้กลับไปอ่านในส่วนที่หนึ่งเพื่อนำมาเปรียบเทียบกับส่วนที่สองอีกทีหนึ่ง
Thursday, June 23, 2005
ส่วนที่ 2 : หนึ่งทัศนะในการปรับหลักสูตรเศรษฐศาสตร์ มธ
ด้วยความคิดว่ามหาวิทยาลัยเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาประเทศ ประกอบกับศักยภาพของคณะเศรษฐศาสตร์ มธ และความฝันที่อยากจะเห็นรัฐบาลไทยจ่ายเงินที่เป็นค่าเล่าเรียนนักศึกษาในต่างประเทศเพื่อนำไปพัฒนาสถานศึกษาในประเทศทดแทน (Import Substitute) ... เจ้าของ Blog จึงต้องการแสดงความคิดเห็นต่อการปรับหลักสูตรของคณะฯดังกล่าวในอนาคต
เจ้าของ Blog อยากเชิญชวนผองผู้อ่าน ทั้งเหล่าโจร(สลัด) และเหล่าบัณฑิตผู้รู้ เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง ... เผื่อว่าในสักวันหนึ่งมันอาจจะเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง
ด้วยวิสัยแห่งโจรสลัด เจ้าของ Blog จะไม่คำนึงถึงความเป็นไปได้ภายใต้กฎเกณฑ์ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน สิ่งที่อธิบายนี้เกิดจากความรู้และประสบการณ์จากการเดินเรือที่ถือว่ายังน้อยนิดในเชิงเปรียบเทียบกับโจรสลัดรุ่นใหญ่
1. ที่มาของปัญหา
1. นักศึกษาสับสน : ต้องยอมรับว่านักศึกษาที่เข้ามาเรียนในสาขาวิชานี้ส่วนใหญ่ ไม่รู้จักวิชา "เศรษฐศาสตร์" ก่อนเข้ามาศึกษา โดยส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่าเป็นวิชาการเงิน หรือการลงทุน
2. หลักสูตรแข็งกระด้าง ภายใต้ความคิดเห็นที่แตกต่างของผู้สอน : ภายใต้หลักสูตรที่เป็นหนึ่งเดียว ผู้สอนมีทัศนคติต่อวิชาต่างๆในหลักสูตรที่แตกต่างกัน บ้างต้องการให้นักศึกษามีความรู้ทัดเทียมกับนักศึกษาในต่างประเทศที่ได้เรียนเนื้อหาทางทฤษฎีอย่างเข้มข้น บ้างต้องการเน้นเนื้อหาในเชิงประยุกต์ ซึ่งมีประโยชน์มากกว่าถ้าหากนักศึกษาไม่สนใจจะศึกษาต่อในสาขานี้
3. ตลาดแรงงานของประเทศไม่สอดรับกับกระแสของโลกในปัจจุบัน : ปริมาณความต้องการของนักทฤษฎีในตลาดแรงงานของประเทศมีอยู่อย่างจำกัด ในขณะที่กระแสของวิชาดังกล่าวในระดับโลกเคลื่อนที่ไปสู่การศึกษาในเชิงทฤษฎี
2. ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
- นักศึกษาที่จบสาขาวิชาดังกล่าวที่ออกไปสู่ตลาดแรงงานนอกภาควิชาการ เรียนทฤษฎีและคณิตศาสตร์มากเกินไป
- นักศึกษาที่จบสาขาวิชาดังกล่าวที่ออกไปสู่ตลาดแรงงานในภาควิชาการ เรียนทฤษฎีและคณิตศาสตร์น้อยเกินไป
- นักศึกษาที่จบสาขาวิชาดังกล่าวและไปเรียนต่อในต่างประเทศ รู้สึกว่าไม่ได้เรียนเศรษฐศาสตร์มาก่อนเลยในชีวิต เริ่มวิตกจริต และคิดว่าตัดสินใจผิดที่มาเรียนต่อ!!!
3. ข้อเสนอในการปรับหลักสูตรคณะฯ
ในความคิดเจ้าของ Blog หลักสูตรใหม่จะมีลักษณะดังนี้
ปีที่ 1 : เรียนเหมือนเดิม พร้อมเรียนหลักเศรษฐศาสตร์ 1 และ 2 ให้จบ เพิ่มวิชาประวัติศาสตร์นักเศรษฐศาสตร์ไทย วิชาคณิตศาสตร์เพื่อวิชาเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น ลดวิชาอื่นลงทดแทน
ปีที่ 2 : เรียนเหมือนเดิม พร้อมเรียนหลักเศรษฐศาสตร์ 3 และ 4 ให้จบ ปรับหลักเศรษฐศาสตร์ 4 ให้เป็น microfoundation เพิ่มวิชาประวัติศาสตร์เศรษฐศาสตร์โลก และวิชาสถิติประยุกต์เบื้องต้น ลดวิชาอื่นลงทดแทน
ปีที่ 3 : แยกเป็นสองกลุ่ม "นักศึกษาธรรมดา" กับ "นักศึกษาเกียรตินิยม"
3.1. นักศึกษาธรรมดา : เรียนคล้ายๆเดิม เพิ่มวิชาเศรษฐศาสตร์จุลภาคเชิงประยุกต์ สถิติประยุกต์ เพิ่มวิชานอกคณะฯ ลดวิชาเลข จำนวนวิชาเรียนคงเดิม (ห้องใหญ่)
3.2. นักศึกษาเกียรตินิยมกระแสหลัก (ไม่เกิน 20 คน) :
เทอม 1 เรียนวิชาหลักเศรษศาสตร์ 5 พร้อมวิชาคณิตศาสตร์เพื่อวิชาเศรษฐศาสตร์ 1 และเศรษฐมิติ 1 พร้อมเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์เชิงประยุกต์ ลดวิชานอกคณะฯ
เทอม 2 เรียนวิชาหลักเศรษฐศาสตร์ 6 พร้อมวิชาคณิตศาสตร์เพื่อวิชาเศรษฐศาสตร์ 2 และเศรษฐมิติ 2 พร้อมเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์เชิงประยุกต์ ลดวิชานอกคณะฯ
3.3. นักศึกษาเกียรตินิยมกระแสรอง (ไม่เกิน 20 คน) :
Political Economy, Orthodox Marx, Orthodox Keynesian ลดวิชานอกคณะฯ
ปีที่ 4 : แยกเป็นสองกลุ่ม "นักศึกษาธรรมดา" กับ "นักศึกษาเกียรตินิยม"
4.1. นักศึกษาธรรมดา : เรียนต่อจากปี 3 เน้นเนื้อหาในเชิงประยุกต์ การวิจัยในเชิงการตลาด และสถิติประยุกต์ เศรษฐกิจไทย และสัมมนาในเชิงพรรณนา
4.2. นักศึกษาเกียรตินิยมกระแสหลัก :
เทอม 1 เรียนวิชาหลักเศรษฐศาสตร์จุลภาคปริญญาโท วิชาคณิตศาสตร์เพื่อวิชาเศรษฐศาสตร์ 3 (Real Analysis เบื้องต้น) เศรษฐกิจไทย สัมมนา 1
เทอม 2 เรียนวิชาหลักเศรษฐศาสตร์มหภาคปริญญาโท วิชาคณิตศาสตร์เพื่อวิชาเศรษฐศาสตร์ 4 (Stochastic process และ Functional Analysis เบื้องต้น) สัมมนา 2
4.3. นักศึกษาเกียรตินิยมกระแสรอง :
Economic Methodologies, Austrian, Post Keynesian ลดวิชานอกคณะฯ
หมายเหตุ :
1. ผู้ที่เรียนไม่ครบเกณฑ์เกียรติยมสามารถจบในลักษณะนักศึกษาธรรมดาได้ โดยต้องลงทะเบียนในหน่วยกิตรวมให้ครบ
2. วิชาดังกล่าวข้างต้นเป็นเกณฑ์เพื่อให้จบในปริญญาเกียรตินิยม วิชาอื่นๆนักศึกษาสามารถเรียนข้ามกันไปมาได้
4. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
1. แก้ปัญหาในส่วนของ “ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น” ข้างต้น (จำไม่ได้โปรดกลับไปอ่านอีกครั้งหนึ่ง)
2. อาจช่วยเยียวยาโครงการปริญญาโทในปัจจุบันได้อีกด้วย
ป.ล. เจ้าของ Blog กะจะเอาเรื่องนี้ไปโพสต์ในกระทู้อีกทีหนึ่ง แต่ขอเวลาเรียนรู้การทำกระทู้ส่วนตัวสักระยะ
เจ้าของ Blog อยากเชิญชวนผองผู้อ่าน ทั้งเหล่าโจร(สลัด) และเหล่าบัณฑิตผู้รู้ เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง ... เผื่อว่าในสักวันหนึ่งมันอาจจะเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง
ด้วยวิสัยแห่งโจรสลัด เจ้าของ Blog จะไม่คำนึงถึงความเป็นไปได้ภายใต้กฎเกณฑ์ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน สิ่งที่อธิบายนี้เกิดจากความรู้และประสบการณ์จากการเดินเรือที่ถือว่ายังน้อยนิดในเชิงเปรียบเทียบกับโจรสลัดรุ่นใหญ่
1. ที่มาของปัญหา
1. นักศึกษาสับสน : ต้องยอมรับว่านักศึกษาที่เข้ามาเรียนในสาขาวิชานี้ส่วนใหญ่ ไม่รู้จักวิชา "เศรษฐศาสตร์" ก่อนเข้ามาศึกษา โดยส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่าเป็นวิชาการเงิน หรือการลงทุน
2. หลักสูตรแข็งกระด้าง ภายใต้ความคิดเห็นที่แตกต่างของผู้สอน : ภายใต้หลักสูตรที่เป็นหนึ่งเดียว ผู้สอนมีทัศนคติต่อวิชาต่างๆในหลักสูตรที่แตกต่างกัน บ้างต้องการให้นักศึกษามีความรู้ทัดเทียมกับนักศึกษาในต่างประเทศที่ได้เรียนเนื้อหาทางทฤษฎีอย่างเข้มข้น บ้างต้องการเน้นเนื้อหาในเชิงประยุกต์ ซึ่งมีประโยชน์มากกว่าถ้าหากนักศึกษาไม่สนใจจะศึกษาต่อในสาขานี้
3. ตลาดแรงงานของประเทศไม่สอดรับกับกระแสของโลกในปัจจุบัน : ปริมาณความต้องการของนักทฤษฎีในตลาดแรงงานของประเทศมีอยู่อย่างจำกัด ในขณะที่กระแสของวิชาดังกล่าวในระดับโลกเคลื่อนที่ไปสู่การศึกษาในเชิงทฤษฎี
2. ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
- นักศึกษาที่จบสาขาวิชาดังกล่าวที่ออกไปสู่ตลาดแรงงานนอกภาควิชาการ เรียนทฤษฎีและคณิตศาสตร์มากเกินไป
- นักศึกษาที่จบสาขาวิชาดังกล่าวที่ออกไปสู่ตลาดแรงงานในภาควิชาการ เรียนทฤษฎีและคณิตศาสตร์น้อยเกินไป
- นักศึกษาที่จบสาขาวิชาดังกล่าวและไปเรียนต่อในต่างประเทศ รู้สึกว่าไม่ได้เรียนเศรษฐศาสตร์มาก่อนเลยในชีวิต เริ่มวิตกจริต และคิดว่าตัดสินใจผิดที่มาเรียนต่อ!!!
3. ข้อเสนอในการปรับหลักสูตรคณะฯ
ในความคิดเจ้าของ Blog หลักสูตรใหม่จะมีลักษณะดังนี้
ปีที่ 1 : เรียนเหมือนเดิม พร้อมเรียนหลักเศรษฐศาสตร์ 1 และ 2 ให้จบ เพิ่มวิชาประวัติศาสตร์นักเศรษฐศาสตร์ไทย วิชาคณิตศาสตร์เพื่อวิชาเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น ลดวิชาอื่นลงทดแทน
ปีที่ 2 : เรียนเหมือนเดิม พร้อมเรียนหลักเศรษฐศาสตร์ 3 และ 4 ให้จบ ปรับหลักเศรษฐศาสตร์ 4 ให้เป็น microfoundation เพิ่มวิชาประวัติศาสตร์เศรษฐศาสตร์โลก และวิชาสถิติประยุกต์เบื้องต้น ลดวิชาอื่นลงทดแทน
ปีที่ 3 : แยกเป็นสองกลุ่ม "นักศึกษาธรรมดา" กับ "นักศึกษาเกียรตินิยม"
3.1. นักศึกษาธรรมดา : เรียนคล้ายๆเดิม เพิ่มวิชาเศรษฐศาสตร์จุลภาคเชิงประยุกต์ สถิติประยุกต์ เพิ่มวิชานอกคณะฯ ลดวิชาเลข จำนวนวิชาเรียนคงเดิม (ห้องใหญ่)
3.2. นักศึกษาเกียรตินิยมกระแสหลัก (ไม่เกิน 20 คน) :
เทอม 1 เรียนวิชาหลักเศรษศาสตร์ 5 พร้อมวิชาคณิตศาสตร์เพื่อวิชาเศรษฐศาสตร์ 1 และเศรษฐมิติ 1 พร้อมเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์เชิงประยุกต์ ลดวิชานอกคณะฯ
เทอม 2 เรียนวิชาหลักเศรษฐศาสตร์ 6 พร้อมวิชาคณิตศาสตร์เพื่อวิชาเศรษฐศาสตร์ 2 และเศรษฐมิติ 2 พร้อมเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์เชิงประยุกต์ ลดวิชานอกคณะฯ
3.3. นักศึกษาเกียรตินิยมกระแสรอง (ไม่เกิน 20 คน) :
Political Economy, Orthodox Marx, Orthodox Keynesian ลดวิชานอกคณะฯ
ปีที่ 4 : แยกเป็นสองกลุ่ม "นักศึกษาธรรมดา" กับ "นักศึกษาเกียรตินิยม"
4.1. นักศึกษาธรรมดา : เรียนต่อจากปี 3 เน้นเนื้อหาในเชิงประยุกต์ การวิจัยในเชิงการตลาด และสถิติประยุกต์ เศรษฐกิจไทย และสัมมนาในเชิงพรรณนา
4.2. นักศึกษาเกียรตินิยมกระแสหลัก :
เทอม 1 เรียนวิชาหลักเศรษฐศาสตร์จุลภาคปริญญาโท วิชาคณิตศาสตร์เพื่อวิชาเศรษฐศาสตร์ 3 (Real Analysis เบื้องต้น) เศรษฐกิจไทย สัมมนา 1
เทอม 2 เรียนวิชาหลักเศรษฐศาสตร์มหภาคปริญญาโท วิชาคณิตศาสตร์เพื่อวิชาเศรษฐศาสตร์ 4 (Stochastic process และ Functional Analysis เบื้องต้น) สัมมนา 2
4.3. นักศึกษาเกียรตินิยมกระแสรอง :
Economic Methodologies, Austrian, Post Keynesian ลดวิชานอกคณะฯ
หมายเหตุ :
1. ผู้ที่เรียนไม่ครบเกณฑ์เกียรติยมสามารถจบในลักษณะนักศึกษาธรรมดาได้ โดยต้องลงทะเบียนในหน่วยกิตรวมให้ครบ
2. วิชาดังกล่าวข้างต้นเป็นเกณฑ์เพื่อให้จบในปริญญาเกียรตินิยม วิชาอื่นๆนักศึกษาสามารถเรียนข้ามกันไปมาได้
4. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
1. แก้ปัญหาในส่วนของ “ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น” ข้างต้น (จำไม่ได้โปรดกลับไปอ่านอีกครั้งหนึ่ง)
2. อาจช่วยเยียวยาโครงการปริญญาโทในปัจจุบันได้อีกด้วย
ป.ล. เจ้าของ Blog กะจะเอาเรื่องนี้ไปโพสต์ในกระทู้อีกทีหนึ่ง แต่ขอเวลาเรียนรู้การทำกระทู้ส่วนตัวสักระยะ
