Saturday, August 20, 2005

 

ส่วนที่ 1.5 : อุดมศึกษากับ Externalities

พอดีต้องทำรายงานส่งในวิชาสัมมนาครับ ... ดำน้ำไปซักพักก็เลยได้หัวข้อนี้มา

... ถ้าท่านใดมีความเห็นเพิ่มเติมหรือข้อเสนอแนะก็จักเป็นพระคุณยิ่งครับ

ข้อมูลจาก National Center of Education Statistics (NCES) ของอเมริกาได้แสดงไว้ว่ารัฐบาลในประเทศแทบทั้งหมดบนโลกให้งบประมาณสนับสนุนต่อหัวในการศึกษาในระดับอุดมศึกษาไว้สูงกว่าระดับประถมเกือบสามเท่า ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงการเข้ามามีส่วนร่วมเป็นอย่างมากของภาครัฐต่อการศึกษาระดับนี้ของประเทศ

หลักการเบื้องต้นของวิชาเศรษฐศาสตร์ภาครัฐบอกไว้ว่า "รัฐบาลควรมีหน้าที่จำกัดในระบบเศรษฐกิจ" เพื่อทำให้ Deadweight Loss อยู่ในระดับต่ำสุด ... หน้าที่ของรัฐที่พึงมีก็ได้แก่ การรักษากฎหมาย งานจัดการกับความไม่เท่าเทียม และงานแก้ไข market failures ... ในส่วนของการศึกษาคงเกี่ยวข้องกับความไม่เท่าเทียมและ positive externalities แต่ผมจะเน้นแต่ positive externalities ส่วนประเด็นความไม่เท่าเทียมจะนำมาสู่นโยบายภาครัฐในลักษณะที่แตกต่างกัน - ไม่ใช่ Direct Subsidy และสนับสนุนทุกคน แต่เป็นการลด Financial Constraint และเน้นเฉพาะกลุ่มเป้าหมายเท่านั้น

ในประเด็นของการศึกษา แน่นอนว่านักเศรษฐศาสตร์ตระหนักถึง Positive Externalities ของมัน ทั้งในรูปแบบที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระดับผลิตผล (Productivity) หรือผลกระทบทางอ้อมที่มันมีต่อผู้คนและสังคม เช่น การศึกษาลดอัตราการก่ออาชญากรรม การศึกษาเพิ่มพูนสุขลักษณะอนามัย สร้างร่างกายที่สมบูรณ์ขึ้น ทำให้ผู้คนอายุยืนยาวขึ้น ทำให้ผู้คนเข้าถึงสุนทรียจากการอ่านได้ ทำให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยเข้มแข็ง ฯลฯ (สนใจเพิ่มเติมลองอ่าน Haveman, R. and B. Wolfe, 1984)

ไม่มีใครมีข้อสงสัยต่อการกระทำของรัฐบาลในการเข้าไปสนับสนุนการศึกษาของผู้คนในระดับประถมและมัธยม แม้จะมีการออกกฎหมายให้มีการเข้าเรียนฟรี ยังมีบางฝ่ายด้วยซ้ำ (เช่นผม) ที่อยากให้แจกนม ขนม อาหารกลางวัน ค่าเดินทาง เพื่อจูงใจให้เด็กๆในพื้นที่ชนบทห่างไกลได้เดินทางมาเล่าเรียน ... การศึกษาในระดับนี้มีผลตอบแทนสูงมากทั้งในทางตรงและทางอ้อม

ข้อสงสัยหลายอย่างเกิดขึ้นกับการสนับสนุนของรัฐบาลต่อการเรียนในอุดมศึกษา ... ถ้าหากว่าผลตอบแทนส่วนใหญ่ตกอยู่ในรูปของผลตอบแทนส่วนตัว การเข้าไปให้การสนับสนุนการศึกษาในระดับนี้ของภาครัฐบาลก็อาจจะไม่เป็นที่ต้องการของสังคม

จากงานศึกษาที่ส่วนใหญ่เกิดในอเมริกา (ด้วยข้อจำกัดทางด้านข้อมูลที่น่าเชื่อถือ) โดยมีข้อสรุปแตกต่างกันออกไปตั้งแต่ 1 ไปจนถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ... งาน survey ของ Riddell (2004) รวบรวม positive externalities ในหลากหลายด้าน และสรุปว่าค่าดังกล่าวโดยรวมแล้วอยู่ในระดับ 7 - 10 เปอร์เซ็นต์ (รวมทั้งทางตรงและทางอ้อม)

ค่าในระดับดังกล่าวบอกได้ว่าอยู่ในระดับที่สูงพอสมควร และอาจนำมาถึงข้อสนับสนุนของการที่รัฐบาลเข้าไปให้ subsidy ต่อการเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษา ... อย่างไรก็ตามในเชิงเปรียบเทียบ ค่า positive externalities ในระดับดังกล่าวอาจไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลควรเข้าไปสนับสนุนการศึกษาในระดับอุดมศึกษาในอ้ตราที่สูงโดยอัตโนมัติ

ในอุดมคติ การเปรียบเทียบระหว่างผลประโยชน์ส่วนเพิ่มและค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มอาจเป็นสิ่งสำคัญ ... ระดับ positive externalities อาจควรจะนำไปเปรียบเทียบกับ Deadweight Loss ส่วนเพิ่มของการขยายการมีส่วนร่วมของรัฐบาลเสียก่อน ก่อนที่จะมีการตัดสินใจว่ารัฐบาลควรเข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมดังกล่าวหรือไม่ หรือเข้าไปมีส่วนร่วมในระดับใด

ในทางปฏิบัติ การหา Deadweight Loss ส่วนเพิ่มของรัฐบาลคงเป็นไปได้ยากถึงเป็นไปไม่ได้ ... เรื่องต่อไปที่อาจทำได้คือการเปรียบเทียบประโยชน์ระหว่างการเข้าไปสนับสนุนการศึกษาในระดับอุดมศึกษากับประโยชน์ส่วนเพิ่มจากการไปแทรกแซงในกิจกรรมอื่นๆ

Heckman (2000) ได้กล่าวเป็นนัยถึงส่วนสุดท้ายนี้ไว้อย่างน่าสนใจ ... ถ้าพูดถึงอเมริกาในยุคปัจจุบัน ประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับจากการเข้าไปแทรกแซงการเรียนรู้ก่อนวัยเรียนน่าจะอยู่ในระดับที่สูงกว่าการแทรกแซงในระดับอุดมศึกษามากพอสมควร ... อย่างไรก็ตามไม่มีงานศึกษาใดที่แนะนำถึงการตัดงบการสนับสนุนการศึกษาระดับอุดมศึกษา Heckman (2000) เพียงกล่าวในประเด็นว่างบประมาณส่วนเพิ่มควรจะถูกเพิ่มให้กับโครงการพัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน

ยังไม่มีงานศึกษาเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ในประเทศไทยในสมองของผม แต่โดยความเห็นส่วนตัว positive externalities อาจแตกต่างกันไปตามระดับการศึกษา (ผมว่าการศึกษา ป.เอก ก็ externalities สูงเหมือนกันนะครับ) สายวิชาวิทย์-สังคม และสาขาวิชา (เช่น ธุรกิจ Vs วิทยาศาสตร์) ฯลฯ

... เมื่อไม่มีความรู้เรื่องงานศึกษา นโยบายภาครัฐควรเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ แต่โดยความเห็นส่วนตัว มีงานหลายๆอย่างที่รัฐบาลไทยทำทั้งๆที่ไม่ควรทำ ... ดังนั้นงานที่มีประโยชน์ดังเช่นการสนับสนุนการศึกษาก็น่าจะเป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยควรให้การสนับสนุนต่อไปครับ

References

Haveman, R. and B. Wolfe. (1984). Schooling and economic well-being: The role of non-market effects. Journal of Human Resources, 19, pp. 377 – 407.

Heckman, J.J. (2000). Policies to foster human capital. Research in Economics, 54, pp. 3 – 56.

Riddell, W.C. (2004). The Social Benefits of Education: New Evidence on an Old Question. Menuscript (Download ได้แต่เข้าไปหา Google กันเองนะครับ)
Comments:
i thought your blog was cool and i think you may like this cool Website. now just Click Here
 
โปรดเขียนเรื่องนักเศรษฐศาสตร์โนเบล 2548 โดยด่วน
 
ผมเห็นด้วยกับกรอบความคิดกว้างๆของคุณ Strawhat ในการหา optimal intervention ของรัฐในเรื่องการศึกษา แต่ดูจากข้อมูลที่ว่าเงินสนับสนุนสู่ระดับอุดมศึกษามากว่าระดับประถมถึงสามเท่า อาจจะไม่ได้หมายถึงระดับการแทรกแซงของรัฐที่มากกว่าเสมอไปนะผมว่า (คือถ้าเทียบตัวเงินคงใช่ แต่มันคือ Indicator ที่ดีแล้วรึเปล่า) สามเท่าตัวที่มากกว่า อาจเป็นเพราะเงินสนับสนุนระดับประถมได้ประโยชน์จาก economy of scale หรือต้นทุนต่อหน่วยอาจถูกกว่าโดยทั้วไปอยู่แล้วก็เป็นได้ อุดมศึกษาอาจมีต้นทุนต่อหน่วยสูงกว่าเพราะความหลากหลายทางความชำนาญแต่ละสาขา (แพทย์ วิศว วิทย์ และอื่นๆ) ในทางกลับกันระดับประถม มีการศึกษาที่เป็นมาตรฐานใกล้กันมากกว่า (เช่นในไทย มี กพอ สปช เหมือนกันหมด หรือในอังกฤษทุดคนต้องสอบข้อสอบมาตรฐานเหมือนกันหมด) ซึ่งสามารถได้ประโยชน์จากความถูกต่อหน่วยมากกว่าระดับอุดมศึกษา ถ้าเป็นอย่างนี้จริงคงต้องคิดกันใหม่ว่า ข้อมูลที่ได้มา ในรูปตัวเงิน มันเป็นดัชนีของการแทรกแซงของรัฐได้ดีที่สุดหรือยัง หรือต้องการการปรับอย่างไรถึงจะสะท้อนปัจจัยนี้ได้ดีกว่า :)
 
ผมไม่ได้เรียน Cooperative Game เลยไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับ Thomas Schelling ... แต่อาทิตย์หน้า (หลังสอบ Growth เสร็จ) จะเขียนเรื่องเกี่ยวกับ Robert Aumann ที่ผมรู้จัก ... เก๋าสุดๆ
 
Post a Comment

<< Home

This page is powered by Blogger. Isn't yours?