Thursday, July 14, 2005
ส่วนที่ 2 : ความยากจนในแอฟริกา ... ฉบับขอแจม
..................................................................................................................................... คำเตือน : บทความในตอนนี้อาจจะอ้างถึงบทความเรื่อง "Debate: The End of Poverty?" ของ Kickoman และ Comments ใน Blog นั้น
.....................................................................................................................................
Dani Rodrik คงเป็นชื่อที่คุ้นหูใครๆหลายคน ไม่ใช่ว่าเป็นเพราะเขามีสกุลพ้องเสียงกับนักหวดมือทอง แต่เป็นเพราะเขาเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีความคิดเฉียบคมน่าสนใจคนหนึ่ง
วันหนึ่ง Rodrik ได้ร่วมเขียนบทความกับ Subramanian และ Trebbi ผมว่าหลายคนคงเคยอ่านบทความนี้กันบ้างแล้ว - Institutions rule: The primacy of institutions over geography and integration in economic development - แต่ถึงอ่านไปแล้ว ผมก็ยังจะเล่าให้ฟัง (ซ้ำ) อยู่ดี
ในบทความชิ้นนี้ของ Rodrik และคณะ จะพูดถึงปัจจัยสำคัญที่สามารถนำมาอธิบายถึงอัตราการเติบโตของแต่ละประเทศบนโลก ซึ่งมีความแตกต่างกันเหลือเกินในโลกยุคปัจจุบัน
จากการสำรวจบทความทางทฤษฎี บทความนี้เล่าว่าเราสามารถแยกปัจจัยสำคัญที่นำมาอธิบายถึงความแตกต่างของอัตราการเติบโตนี้ได้เป็น 3 ปัจจัยหลักๆ อันได้แก่
1. ภูมิประเทศ (Geography) - ภูมิประเทศที่แตกต่างทำให้ผลผลิตทางการเกษตรแตกต่างและทรัพยากรมนุษย์ก็แตกต่าง
2. การค้าระหว่างประเทศ (ในบทความนี้ใช้คำว่า Integration) - การค้าระหว่างประเทศนำมาซึ่งการถ่ายทอดเทคโนโลยี และการแข่งขัน ซึ่งทำให้เกิดการ Converge เข้าหากันระหว่างประเทศรวยกับประเทศจน
3. สถาบัน (Institutions) - อันได้แก่ตัวบทกฎหมาย และการรักษากฎหมาย รวมไปถึงการให้สิทธิครอบครองทรัพย์สิน (property rights) การรักษากฎหมายที่เข้มแข็ง รวมไปถึงการให้สิทธิในการครอบครองทรัพย์สินจะทำให้เกิดแรงจูงใจในการพัฒนาความเจริญส่วนบุคคล ที่นำมาซึ่งอัตราการเติบโตของประเทศโดยรวม
ปัจจัยทั้งสามนี้มิได้อยู่แยกกัน แต่ส่งผลกระทบซึ่งกันและกันไปมา ดังแสดงอยู่ในรูปข้างล่าง โดยลูกศรจะแสดงผลกระทบที่ส่งจากปัจจัยที่หางลูกศร ไปสู่ปัจจัยที่หัวลูกศร ... เป้าหมายสุดท้ายคือการอธิบายถึงความแตกต่างของอัตราการเติบโตของรายได้ (Income level) ... และไม่มีปัจจัยใดที่สามารถเคลื่อนย้าย เปลี่ยนแปลงภูมิประเทศได้ (มันจึงไม่อยู่ที่หัวลูกศรใดๆเลย)

Relationships
จากกระบวนการทางเศรษฐมิติที่ทั้งยืมและทั้งเหยียบบทความอื่นๆ ข้อสรุปของบทความนี้มีอยู่ว่า "สถาบัน (Institutions)" เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการอธิบายความแตกต่างของอัตราการเติบโตของรายได้ของประเทศบนโลกปัจจุบัน
ด้วยการตีความที่มีอคติ "ความโลภ" และ "ความเห็นแก่ตัว" ของมนุษย์มีพลังผลักดันเหนือสิ่งอื่นใด ดังนั้นการรักษากฎหมายและสร้าง Property Right จึงเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการผลักดันให้เกิดการเติบโตทางรายได้ที่รวดเร็ว
ด้วยความเชื่อส่วนตัว (ที่มีอคติ) บทความนี้มีผลการศึกษาถูกใจ ... ดังนั้นผมจะโยงเข้าถึงการพูดคุยที่มีรสชาดที่เกิดขึ้นใน Blog ของ Kickoman ...
...
ผมไม่รู้ถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่า "Extreme Poverty" (ไม่เคยอ่านงานของ Sachs) แต่เฉพาะแค่คำว่า "Poverty" ก็สามารถตีความไปถึงคนที่แทบจะดำรงชีวิตอยู่ไม่ได้ในโลกปัจจุบันแล้ว ... อย่างไรก็ตาม จากจินตนาการถึงคนแอฟริกันก็ขอนิยามคำว่า "Extreme Poverty" ไปเองว่าทั้งจน และทั้งขาด "โอกาสที่จะหลุดพ้นจากความจน" โดยสิ้นเชิง
แม้แต่การแก้ปัญหา "Poverty" ปกติ เราก็มี "Poverty Trap" ซึ่งหมายถึงโอกาสที่ไม่เท่าเทียมในการพัฒนาตนเอง จึงทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับคนอื่น และหลุดพ้นจากสภาวะความจนได้อยู่แล้ว ... หิวเพราะแทบไม่มีอะไรจะกิน แล้วจะไปคิดพัฒนาตนเองหาเหาอะไร ... ก็ให้เข้าใจ (ไปเอง) ได้ว่าการแก้ "Extreme Poverty Trap" นั้นยากยิ่งกว่า เพราะไม่ใช่แค่ทำให้ท้องอิ่มและถีบตัวส่งนิดหน่อย แต่รวมไปถึงจะต้องพัฒนา "โอกาส" ให้เกิดขึ้นในสภาวะแวดล้อมหรือในประเทศที่คนเหล่านั้นดำรงชีวิตอยู่ด้วย
ดังนั้นงานแก้ปัญหานี้จึงยากขึ้นทวีคูณ
ผมเลยไม่แปลกใจที่ Jeffrey Sachs จะขายข้อเสนอที่แก้ความจน รวมไปถึงพัฒนาโอกาสให้เกิดขึ้น โดยใช้เงินจำนวนมหาศาล ... ผมเห็นด้วยกับ Sachs ในข้อนี้ที่เราคงต้องพัฒนาไปทุกๆด้านพร้อมๆกัน ... ต่อให้อิ่มจนจุกและมีความรู้ในการปลูกข้าวอยู่แน่นหัว แต่อยู่ในเอธิโอเปียก็ไม่รู้จะสามารถแก้ความยากจนของตัวเองได้ยังไง นอกจากเราจะต้องร่วมมือร่วมใจพัฒนาผืนดินในประเทศดังกล่าวให้สามารถพอปลูกข้าวได้เสียก่อน
อย่างไรก็ตามผมยังสงสัยกับการตั้งเป้าหมายเวลา 25 ปีของ Sachs ... กระบวนการสำคัญในการพัฒนาคือการเรียนรู้ ต่อให้มีผืนดินอุดมสมบูรณ์และมีความรู้ในการเลี้ยงตัวที่เป็นสากล แต่พวกเขาก็ต้องมีเวลาในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมรอบๆตัวพวกเขา ซึ่งคงต้องอาศัยการเรียนรู้อีกระยะหนึ่ง
ประกอบกับบทความที่ผมเสนอไปข้างต้น ... การสร้างการเติบโตจำเป็นต้องอาศัยสถาบันในการผลักดันและจูงใจอีกทางหนึ่ง ... ความรู้ในการปลูกข้าวและแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าผู้คนไม่ใช้ประโยชน์มัน ... ผู้คนจะใช้ประโยชน์สิ่งเหล่านี้ก็ต่อเมื่อพวกเขาได้รับประโยชน์จากพวกมัน (อคติอีกแล้ว)
ปัญหาคือ "การเรียนรู้" และ "สถาบัน" เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยเวลาในการพัฒนาอย่างยาวนาน ... ระบอบประชาธิปไตยเป็นระบบการปกครองที่ดีที่สุด แต่ระบอบประชาธิปไตยต้องการประชาชนที่ฉลาดและรับผิดชอบในระดับหนึ่ง (อคติ 100) ... ระบอบการปกครองที่ดีน่าจะนำมาซึ่งกฎหมายที่ดี รวมไปถึง Property Right ที่ดี ... สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยเวลาในการเรียนรู้และพัฒนา
ณ จุดนี้ผมจึงคิดว่า Absorbed Capacity ที่ผู้คนพูดถึงกันคงไม่ใช่แค่เรื่องความสามารถในการรับทุนเบื้องต้นแบบง่ายๆ ดังเช่น แพทย์ พยาบาล ที่เสียสละตนอยู่ในพื้นที่ ที่ต้องการยาและอุปกรณ์เพิ่มเติมจากเงินช่วยเหลือ ... Capacity ที่สำคัญที่ต้องคำนึงถึง คือ ความสามารถในการรับการพัฒนาที่จะทำให้ประชาชนชาวแอฟริกาสามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง ภายหลังจากนานาประเทศถอนตัวจากการให้ทุนช่วยเหลือออกไปแล้ว ... พวกเขาจะต้องสามารถและปรารถนาที่จะรักษาแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ให้คงอยู่ต่อไปได้ พวกเขาจะต้องรู้จักพัฒนาตนให้สามารถและปรารถนาที่จะอยู่ได้ด้วยตัวเอง พวกเขาจะต้องสามารถและปรารถนาที่จะสร้างรายได้เพื่อนำมาซื้อหายาและอุปกรณ์เวชภัณฑ์เพื่อรักษาตนเอง ฯลฯ
สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดกับคนที่เคยอยู่กับ "Extreme Poverty" ได้ง่ายๆ และเราอาจจะไม่สามารถสร้างได้ภายในระยะเวลา 25 ปี
ในส่วนหนึ่ง ผมเห็นด้วยกับ Easterly ที่ว่าเราไม่สามารถ "ซื้อ" ปัญหา "Extreme Poverty" ได้ง่ายๆ และผมจึงเข้าใจว่าเขาจึงต้องการแก้ปัญหาในลักษณะ "ทีละส่วน" แต่ทำอย่างต่อเนื่องไปเป็นร้อยๆปี
ผมไม่รู้ว่าสภาวะของโลกเราพร้อมรับกับการจ่ายเงิน 0.7% ของ GDP ประเทศร่ำรวยไปเป็นร้อยๆปีหรือเปล่า (ผมคิดว่าถ้าให้แค่ 25 ปี แล้วลดเงินลงไปมหาศาลก็เหมือนเป็นการศูนย์เปล่า) ... ถ้าไม่พร้อม แนวคิดของ Easterly ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผลซะทีเดียว (อคติรองขอบรองสุดท้าย)
สุดท้าย ผมเชื่อว่าการเพิ่มเงินช่วยเหลือให้กับประเทศแอฟริกามีประโยชน์ (และยิ่งเพราะว่าประเทศไทยไม่ต้องออกด้วยแล้ว ... อันนี้พูดเล่น) ... แต่ผมไม่เชื่อในการเปลี่ยนแปลงแบบปุปปัปฉับพลันทันใจครับ ... การเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่จำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาอ้นยาวนาน (อคติรองสุดท้าย) ... การจะเปลี่ยนโลกทุนนิยมให้เป็นโลกในฝันของ Marx ยิ่งต้องอาศัยระยะเวลายาวนานยิ่งกว่า (อคติสุดท้าย แต่ใหญ่สุด)
อืม ผมก็เห็นด้วยเหมือนกันนะว่า สถาบัน เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเงิน 0.7% of gdp ของประเทศร่ำรวยเนี่ย น้อยซะที่ไหน ตราบใดที่ รบบ โครงสร้าง และสถาบัน ยังไม่ดี เอาเงินขนาดนั้นเทลงไป โดยไม่มีการควบคุม เงินคงหายไปเยอะทีเดียว
แต่อย่างไง การช่วยเหลือแบบเร่งด่วนก็คงรอให้สถบาบันเหล่านี้พัฒนาคงไม่ได้ เพราะป่านนั้นคนคงตายไปซะแล้ว
คงต้องแบ่งปัญหาออกเป็นขั้นๆมั้งครับ ว่าปัญหาใด เป็นปัญหาเร่งด่วน ระยะกลางและระยะยาว และมีการวางแผนและเรียงลำดับว่าปัญหาใดควรแก้ก่อนหลังอย่างไร และตรงไหนต้องการความช่วยเหลือที่เป็นเงิน ตรงไหนต้องการความช่วยเหลือรูปแบบอื่น
แต่ยังไงผมก็ว่ายากครับ ปัญหานี้ แต่การที่ทั่วโลกเห็นถึงความจำเป็นเป็นเรื่องดีครับ เพราะจะได้ระดมความคิดกันว่าควรจะช่วยเหลือกันอย่างไร อย่างน้อยก็เป็นการเริ่มต้น (รอบที่เท่าไรแล้้วล่ะเนี่ย)
แต่ไอ้ reforms พวกนี้มันไม่เวิร์คกับคนยากจนในชนบทแอฟริกา เพราะ "ตลาด" มันไม่มี จะให้ทำ market reforms ได้ยังไง
เขาพูดประมาณว่า ชาวแอฟริกันปลูกพืชได้ผลผลิตไม่พอกินด้วยซ้ำ จะเอาที่ไหนไปขาย ถนนที่จะขนส่งผลผลิตไปยังตลาดก็ไม่มี ถึงมี พวกเขาก็ไม่มีรถ
ภายในหมู่บ้านหรือหมู่บ้านที่ใกล้ๆกันก็ปลูกพืชเหมือนๆกัน แล้วก็มีปัญหาผลผลิตเพาะปลูกไม่ขึ้นเหมือนกัน แถมแรงงานก็เป็นโรคมาลาเรีย... แล้วมันจะไป trade อะไรกันได้...
property rights/land reforms จะช่วยอะไรได้ถ้าคนยากจนในชนบทไม่มีทางที่จะเข้าถึงแบงก์ได้ แถมที่ดินก็ไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วย
เพราะฉนั้น เราจึงต้องช่วยให้คนเหล่านี้อยู่แบบ subsistence ให้ได้เสียก่อน เรื่องดิน เรื่องถนนหนทางเป็นสิ่งสำคัญ แล้วพอผลผลิตดีขึ้น ชีวิตพออยู่ได้ ก็ค่อยเอาผลผลิตไปขายที่ตลาด ค่อยพัฒนาตลาด และสถาบันอื่นๆ
อันนั้นเป็นอีกขึ้นนึง แต่ขั้นแรก ช่วยชีวิตพวกเขาก่อนเถอะครับ
แน่นอนว่า เงินบางส่วนก็คงอันตรธานเข้ากระเป๋าคนบางกลุ่ม แต่ถ้าองค์กรระหว่างปท.และทั่วโลกให้ความสำคัญและตั้งใจทำจริงๆ ผมว่ามันก็สามารถลดไอ้เรื่องคอรัปชั่นนี่ได้ในระดับนึงนะ
ส่วนเรื่อง absorbed capacity ในเรื่องการเรียนรู้ที่จะพัฒนาตนเอง ผมเชื่อว่าคนยากจนแอฟริกันมีความตั้งใจและมุ่งมั่นพัฒนาตนเองอยู่ไม่น้อย
ทำไมผมจึงเชือเช่นนั้น? ก็พวกเค้าแสดงให้พวกเราเห็นอยู่ทุกวันผ่านการต่อสู้กับความยากจนแร้นแค้นนั่นแหละครับ (เช่น หลายคนต้องเดินเป็นสิบๆโลวันละสองสามรอบเพื่อไปขนน้ำมาไว้ใช้)
พวกเขาต่างก็กระตือรือร้นที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น ผมว่ามันเป็นอะไรที่มีอยู่ในตัวคนเหล่านี้อยู่แล้ว เหมือนๆกับคนไทยหลายต่อหลายคนที่ได้ต่อสู้ชีวิตจากความยากจนมาด้วยความยากลำบากจนมาประสบความสำเร็จในวันนี้
เพราะฉนั้น absorbed capacity ในระดับปัจเจกไม่น่ามีปัญหา แต่ในส่วนของภาครัฐบาล รัฐบาลก็ต้องสร้างสถาบันขึ้นมาส่งเสริมปัจเจก โดยเฉพาะสถาบันด้านการเงินเพื่อส่งเสริมการออม...
เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย... แต่ผมว่าถ้าผู้คนเริ่มมีชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อพวกเขาเริ่มคิดขยับขยายช่องทางการทำมาหากิน "สถาบัน" ใหม่ๆจะเกิดขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ เกิดมาเพื่อตอบสนองความต้องการของคนจนที่ต้องการทำให้ชีวิตตนเองดีขึ้น
เหมือนในประเทศแอฟริกาใต้ ที่พอคนจนเริ่มลืมตาอ้าปากได้บ้างแล้ว institutional reforms ต่างๆก็กำลังตามมาเป็นขั้นต่อไป
ผมเขียนมานี่มี "ความไม่รู้" และ "ความเชื่อ" แฝงอยู่เยอะครับ เชื่อว่าอย่างนี้จะเกิดอย่างนู้นจะเกิด ไม่รู้ว่าเอาเข้าจริงจะเกิดแบบนั้นหรือเปล่า อาจารย์คิดว่ายังไงครับ?
ผมก็เห็นด้วยกับการช่วยชีวิตครับ ชีวิตมนุษย์มีค่าเกินกว่าจะตีราคาออกมาได้ ดังนั้นไม่ว่าจะต้องลงทุนเท่าไหร่ เราก็ควรที่จะช่วยชีวิตพวกเขา
แต่ประเด็นผมคือ ถ้าเราเชื่อว่ามนุษย์เราสามารถทำให้ดินดำน้ำชุ่มได้ภายในเวลา 25 ปี มนุษย์เราก็สามารถทำให้มันพังทลายลงได้ภายใน 25 ปีเหมือนกันครับ (ไม่เชื่อลองเปิดป่าอุดมสมบูรณ์สักแห่งในเมืองไทยดู ผมว่าไม่ต้องถึง 25 ปี เราสามารถทำให้มันกลายเป็นทุ่งหญ้าแห้งแล้งได้ครับ)
ดังนั้นผมถึงไม่แน่ใจกับเงินส่วนที่จะเอามาทำโครงการดินดำน้ำชุ่มภายในเวลา 25 ปี แล้วพอทำเสร็จแล้วก็ถอนเงินกลับออกไป ... ผมรู้ว่านี่จะเป็นการสร้างโอกาสในการเงยหัวของคนยากจน แต่อย่างที่ผมบอก ถ้าไม่มีกฎเกณฑ์ที่ดี ไม่มีการสร้างแรงจูงใจให้คนในพื้นที่รักและหวงแหนทรัพยากรเหล่านี้ อีก 25 ปีเงินก้อนที่ลงทุนไปมันก็สูญเปล่า ... พวกเขาก็กลับมายากจนเช่นเดิมครับ
ผมถึงคิดว่าถ้าเป็นไปได้โลกเราอาจต้องลงทุน 0.7% ของ GDP ประเทศร่ำรวยเกินกว่า 25 ปี ... คือ 25 ปีอาจใช้สร้าง และอีกหลายปีใช้ในการบำรุงรักษาและสร้างกฎเกณฑ์และสถาบันต่างๆขึ้นมา เพื่อให้มันดำรงอยู่ต่อไป ... ไม่ใช่ให้มา 25 ปี สร้างเสร็จปุ้บถอนเงินออกไป มันก็สูญเปล่า
สถาบันของผมมิได้มีความหมายรวมแค่ตัวตึกหรือองค์กรต่างๆนะครับ มันรวมถึงกฎเกณฑ์ต่างๆในสังคม norm วัฒนธรรม ฯลฯ ซึ่งมันนำเข้ามาจากประเทศพัฒนาแล้วไม่ได้ ต้องใช้เวลาในการปลูกฝัง
แต่ถ้าเงินบริจาคไปถึงจุดนั้นไม่ได้ ผมเข้าใจว่าการทำเป็นส่วนๆ เช่น การเลือกประเทศที่มีทางออกทะเลเป็นประเทศนำร่อง หรือการเลี้ยงชีวิตของผู้คนควบคู่ไปกับการนำวัฒนธรรมต่างๆไปปลูกฝังเรื่อยๆ การสอนให้พวกเขารู้จักสร้างสภาพแวดล้อมที่พึงปรารถนาขึ้นมาเอง ฯลฯ มันอาจต้องใช้เวลานานกว่า แต่ผมคิดว่ามันจะเป็นทางออกที่ยั่งยืนกว่าครับ
แน่นอนต้องทำให้อิ่มเอาไว้ก่อน เสร็จแล้วค่อยสร้างสิ่งอื่นๆต่อไป
และผมก็เห็นด้วยกับ kickoman อีกแหละที่ว่ามันก็เป็นการดีที่ทั่วโลกตระหนักถึงปัญหานี้ ... ผมคิดว่าถ้าประเทศแอฟริกาอยู่ดีกินดี มันส่งผลบวกต่อพวกเราบนโลกด้วยครับ ... เพิ่มการค้า เพิ่มการแข่งขัน เพิ่มการพัฒนา ส่งเสริมการอยู่ดีกินดีในอนาคตครับ
เรื่องสถาบัน เป็นเหตุปัจจัยที่ผมยินดี "ซื้อ" ถ้าหากจะบอกว่า มันเป็นตัวทำให้เกิดอะไรต่อมิอะไร
แต่ผมไม่เอาด้วยกับ นโยบายการแก้ปัญหาใดๆ ที่มาชี้นิ้วบอกว่า เราต้องเปลี่ยนแปลง สถาบันนั้น สถาบันนี้ ...
แม้ว่าผมจะชื่นชมและเห็นด้วยกับการที่หลายฝ่ายร่วมมือร่วมใจกันช่วยเหลือประเทศยากจน แต่ผมก็ขีดเส้นไว้ด้วย ว่าความช่วยเหลือใดๆย่อมมีขอบเขต เพราะผมไม่อยากเห็น ประเทศเหล่านั้นสูญเสียอธิปไตยของตนเอง พวกเขา จะชั่วจะดี จะยากจนแค่ไหน แต่พวกเขาก้อต้องรับผิดชอบชีิวิต และอนาคตของพวกเขาเอง การที่จะมีประเทศพัฒนาแล้ว มาบอกให้ทำโน่นทำนี่ ไปเสียทุกอย่างหมด มันคงเกินกว่าที่เราจะยอมรับว่านี่คือ เศรษฐศาสตร์ของการพัฒนา
แต่พอมีประสบการณ์ในระดับชุมชนมาแลกเปลี่ยนครับ
อืม...ท้องต้องอิ่มก่อนจึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงสถาบันไปในทางที่เอื้อต่อการพัฒนาที่ลดความยากจนนั้น ผมก็เห็นด้วยนะครับ
่ในความเป็นจริง หลายหมู่บ้านในจังหวัดสงขลา หลุดจากวงจรของความยากจนได้เพราะมีกลุ่มผู้นำที่ดี และด้วยความท้องไม่อิ่มมาก
เช่น หลายหมู่บ้านในอำเภอจะนะ เป็นต้น (แต่ผมก็ยอมรับว่า บ้านผมฐานทรัพยากรธรรมชาติมีพอสมควร)
ที่ผู้นำกล้าเสียสละ หรือทำเพื่อส่วนรวม ส่วนหนึ่งเพราะประเพณี วัฒนธรรมท้องถิ่น คุณค่าทางศาสนา
นั่นคือ การที่คนหลากหลายสถานะจะหันมาช่วยกันทำให้หมู่บ้าน หรือคนในชุมชนจนน้อยลงได้ จำเป็นต้องหาอะไรมาเชื่อมพวกเขาเข้าด้วยกัน
สิ่งดั้งเดิมที่มีอยู่แล้วก็เช่นประเพณี วัฒนธรรมท้องถิ่น คุณค่าทางศาสนา
ที่สำคัญมากขึ้นในปัจจุบันคือ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มสวัสดิการภาคประชาชน เป็นต้น
เท่าที่ผมคิดคือ ในระดับท้องถิ่น มันมีการเคลื่อนไหวแก้ปัญหาของตัวเองระดับหนึ่งอยู่ครับ
แต่หลายๆครั้ง มันก็ตันเพดาน เพราะปัจจัยเชิงสถาบันที่สูงกว่า...
ถ้าเป็นไปได้ เราพูดเรื่องนี้กันมากๆ ให้มันเป็นประเด็นทางการเมือง
ก็จะมีสื่อมวลชน พรรคการเมือง หรือรัฐบาลนำไปขยายผล ให้สังคมได้กำหนดทิศทางกันต่อไปครับ...
แต่สงสัยคงต้องปากเมื่อยกันหน่อยนะครับ มิตรสหายทั้งหลาย :}
<< Home


