Tuesday, July 12, 2005
ส่วนที่ 1 : Sydney ... เท่าที่จำได้
ในปี ค.ศ. 1787 กองเรือ 11 ลำได้ออกเดินทางเพื่อคุมนักโทษจากเครือจักรภพอังกฤษ มุ่งหน้ามาสู่ดินแดนใหม่อันกว้างใหญ่ไพศาล ... ไม่น่าเชื่อว่าด้วยแผนที่เดินทางที่ผิดเพี้ยนกองเรือดังกล่าวสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของการเดินทาง โดยนำนักโทษมาส่งยังดินแดนใหม่ได้เป็นจำนวนเกือบทั้งหมด และขึ้นฝั่งที่เมืองที่ถูกเรียกขานในปัจจุบันว่า Sydney ในปี ค.ศ. 1788
ในช่วงเริ่มต้น Sydney มีสภาพดังบ้านป่าเมืองเถื่อน จนกระทั่งนาย Macquarie ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ปกครองเมืองในช่วงต้นคริสตศตวรรษที่ 19 และก็เป็นนาย Macquarie นี่เองที่ทำให้เมือง Sydney ได้เริ่มแปลสภาพเป็นเมืองที่น่าอยู่อาศัยมากขึ้น ... จึงไม่น่าแปลกใจที่อะไรๆในเมืองนี้ต่างมีชื่อว่า Macquarie
Sydney เติบโตในยุคแรกเริ่มในลักษณะคล้ายคลึงกับเมืองอาณานิคมอื่น โดยอาศัยความเป็นเมืองท่า ที่มีสินค้าจากทะเลและสินค้าจากทวีปเอเชียในราคาถูก โดยในราวปี ค.ศ. 1830 Sydney ก็เป็นเมืองท่าอาณานิคมที่สำคัญแห่งหนึ่งของเครือจักรภพอังกฤษ
อาจจะเป็นเพราะความโชคดีที่มีคนค้นพบทองคำในเมืองนี้ จึงทำให้ผู้คนจากยุโรปหลั่งไหลกันเข้ามาในดินแดนใหม่ ... ในช่วงปี ค.ศ. 1850 ประชากรของเมือง Sydney เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ... ถึงแม้ Sydney จะได้รับประโยชน์จากยุคตื่นทองน้อยกว่า Melbourne แต่ยุคตื่นทองใน Sydney เกิดขึ้นก่อน Melbourne
ภายหลังการสถาปนาขึ้นเป็นประเทศออสเตรเลียในปี ค.ศ. 1901 จากการรวมตัวของอาณานิคม 6 แห่งบนดินแดนใหม่นี้ Sydney และ Melbourne ต่างแข่งขันเพื่อแย่งชิงความเป็นเมืองที่สำคัญที่สุดของประเทศเรื่อยมา ... แต่เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ Sydney กลายเป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วโลกมากกว่า ก็คือการสร้างสะพาน Sydney Harbour Bridge ซึ่งถือได้ว่าเป็นสะพานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก (แต่มีความยาวเป็นอันดับ 3 ในปัจจุบัน)
สะพาน Sydney Harbour Bridge ถูกเปิดใช้อย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1932 ใช้เวลาในการก่อสร้างจริงแค่ราว 5 ปี ใช้งบประมาณในการก่อสร้างทั้งหมดราว 10 ล้านปอนด์ การสร้างสะพานแห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างสัญลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของเมือง แต่การก่อสร้างในช่วงที่โลกเกิดสภาวะ Great Depression ได้ทำให้สภาพเศรษฐกิจของเมืองก้าวแซงหน้าคู่แข่งอย่าง Melbourne ออกไปอย่างชัดเจน
Sydney ตอกย้ำความเป็นเมืองที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักมากที่สุดของออสเตรเลีย ด้วยการสร้าง Opera House ในช่วงปี ค.ศ. 1959 - 1973 (เฉพาะหลังคาใช้เวลาเกือบ 10 ปี รวมเวลาวางแผน) โดยในปัจจุบันสัญลักษณ์ของเมืองทั้งสองอย่างก็ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศออสเตรเลียไปแล้วด้วย

Sydney Opera House and Harbour Bridge
จากการพูดคุยกับชาวออสเตรเลีย Sydney อาศัยรูปแบบการพัฒนาเมืองในลักษณะเดียวกันกับเมือง Manhattan ในประเทศสหรัฐอเมริกา จึงทำให้มีคนพูดว่าการมาเดินในตัวเมือง Sydney ให้ความรู้สึกเดียวกันกับการเดินในย่าน Manhattan ในขณะที่การไปเดินในตัวเมือง Melbourne จะให้ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในยุโรป

บรรยากาศกลางเมือง Sydney
Sydney กลายเป็นศูนย์กลางทางด้านธุรกิจและการเงินของประเทศ อีกทั้งยังเป็นเมืองศูนย์กลางในการคมนาคมขนส่ง ไม่น่าแปลกใจที่ Sydney ในปัจจุบันได้ขยายออกไปไกลสุดลูกตา และมีการประมาณการกันว่าในอีก 30 ปีข้างหน้าชานเมืองด้านนอกสุดของ Sydney อาจจะอยู่ติดกับเมือง Canberra ซึ่งต้องใช้เวลาในการเดินทางด้วยรถบัสราว 3 ชั่วโมงกว่าๆเพื่อไปมาหาสู่กัน
***ท้ายที่สุดนี้ Straw Hat ขอส่งสารไปยังกลุ่มตาลิบัน และเครือข่ายอัลกออิดะห์ว่า เมือง Sydney ไม่ใช่เมือง Canberra ที่เป็นเมืองหลวงที่แท้จริงของประเทศออสเตรเลีย
ในช่วงเริ่มต้น Sydney มีสภาพดังบ้านป่าเมืองเถื่อน จนกระทั่งนาย Macquarie ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ปกครองเมืองในช่วงต้นคริสตศตวรรษที่ 19 และก็เป็นนาย Macquarie นี่เองที่ทำให้เมือง Sydney ได้เริ่มแปลสภาพเป็นเมืองที่น่าอยู่อาศัยมากขึ้น ... จึงไม่น่าแปลกใจที่อะไรๆในเมืองนี้ต่างมีชื่อว่า Macquarie
Sydney เติบโตในยุคแรกเริ่มในลักษณะคล้ายคลึงกับเมืองอาณานิคมอื่น โดยอาศัยความเป็นเมืองท่า ที่มีสินค้าจากทะเลและสินค้าจากทวีปเอเชียในราคาถูก โดยในราวปี ค.ศ. 1830 Sydney ก็เป็นเมืองท่าอาณานิคมที่สำคัญแห่งหนึ่งของเครือจักรภพอังกฤษ
อาจจะเป็นเพราะความโชคดีที่มีคนค้นพบทองคำในเมืองนี้ จึงทำให้ผู้คนจากยุโรปหลั่งไหลกันเข้ามาในดินแดนใหม่ ... ในช่วงปี ค.ศ. 1850 ประชากรของเมือง Sydney เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ... ถึงแม้ Sydney จะได้รับประโยชน์จากยุคตื่นทองน้อยกว่า Melbourne แต่ยุคตื่นทองใน Sydney เกิดขึ้นก่อน Melbourne
ภายหลังการสถาปนาขึ้นเป็นประเทศออสเตรเลียในปี ค.ศ. 1901 จากการรวมตัวของอาณานิคม 6 แห่งบนดินแดนใหม่นี้ Sydney และ Melbourne ต่างแข่งขันเพื่อแย่งชิงความเป็นเมืองที่สำคัญที่สุดของประเทศเรื่อยมา ... แต่เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ Sydney กลายเป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วโลกมากกว่า ก็คือการสร้างสะพาน Sydney Harbour Bridge ซึ่งถือได้ว่าเป็นสะพานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก (แต่มีความยาวเป็นอันดับ 3 ในปัจจุบัน)
สะพาน Sydney Harbour Bridge ถูกเปิดใช้อย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1932 ใช้เวลาในการก่อสร้างจริงแค่ราว 5 ปี ใช้งบประมาณในการก่อสร้างทั้งหมดราว 10 ล้านปอนด์ การสร้างสะพานแห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างสัญลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของเมือง แต่การก่อสร้างในช่วงที่โลกเกิดสภาวะ Great Depression ได้ทำให้สภาพเศรษฐกิจของเมืองก้าวแซงหน้าคู่แข่งอย่าง Melbourne ออกไปอย่างชัดเจน
Sydney ตอกย้ำความเป็นเมืองที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักมากที่สุดของออสเตรเลีย ด้วยการสร้าง Opera House ในช่วงปี ค.ศ. 1959 - 1973 (เฉพาะหลังคาใช้เวลาเกือบ 10 ปี รวมเวลาวางแผน) โดยในปัจจุบันสัญลักษณ์ของเมืองทั้งสองอย่างก็ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศออสเตรเลียไปแล้วด้วย

Sydney Opera House and Harbour Bridge
จากการพูดคุยกับชาวออสเตรเลีย Sydney อาศัยรูปแบบการพัฒนาเมืองในลักษณะเดียวกันกับเมือง Manhattan ในประเทศสหรัฐอเมริกา จึงทำให้มีคนพูดว่าการมาเดินในตัวเมือง Sydney ให้ความรู้สึกเดียวกันกับการเดินในย่าน Manhattan ในขณะที่การไปเดินในตัวเมือง Melbourne จะให้ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในยุโรป

บรรยากาศกลางเมือง Sydney
Sydney กลายเป็นศูนย์กลางทางด้านธุรกิจและการเงินของประเทศ อีกทั้งยังเป็นเมืองศูนย์กลางในการคมนาคมขนส่ง ไม่น่าแปลกใจที่ Sydney ในปัจจุบันได้ขยายออกไปไกลสุดลูกตา และมีการประมาณการกันว่าในอีก 30 ปีข้างหน้าชานเมืองด้านนอกสุดของ Sydney อาจจะอยู่ติดกับเมือง Canberra ซึ่งต้องใช้เวลาในการเดินทางด้วยรถบัสราว 3 ชั่วโมงกว่าๆเพื่อไปมาหาสู่กัน
***ท้ายที่สุดนี้ Straw Hat ขอส่งสารไปยังกลุ่มตาลิบัน และเครือข่ายอัลกออิดะห์ว่า เมือง Sydney ไม่ใช่เมือง Canberra ที่เป็นเมืองหลวงที่แท้จริงของประเทศออสเตรเลีย
Comments:
<< Home
สวัสดีครับ พี่ป๊อบ
ผมว่าจริงๆ แล้ว การวางผังเมืองของ Melbourne ก็ได้อิทธิพลมาจาก Manhattan นะครับ เช่นการวาง Street ตัดกับถนนขนาดเล็กลงมา แต่บรรยากาศของ Melbourne จะสงบกว่า ไม่วุ่นวายเหมือน Sydney มีโอกาศไปเที่ยวให้ได้นะครับ
Ken
Post a Comment
ผมว่าจริงๆ แล้ว การวางผังเมืองของ Melbourne ก็ได้อิทธิพลมาจาก Manhattan นะครับ เช่นการวาง Street ตัดกับถนนขนาดเล็กลงมา แต่บรรยากาศของ Melbourne จะสงบกว่า ไม่วุ่นวายเหมือน Sydney มีโอกาศไปเที่ยวให้ได้นะครับ
Ken
<< Home


