Tuesday, November 29, 2005

 

ส่วนที่ 1 : RED TAPE!!!


ผมได้ยินคำบ่นของสาวข้างบ้านบ่อยๆว่างานแต่ละวันเยอะเหลือเกินจนทำแทบไม่ไหว ... ผมเคยถามด้วยความเป็นห่วงไปว่า แล้ววันนี้ทำอะไรไปบ้าง ... สาวข้างบ้านตอบว่าตอนเช้าร่างและแก้จดหมายติดต่องานจนเป็นที่พอใจของเจ้านาย ปรากฎว่าปาเข้าไปกว่าสิบฉบับ ตอนบ่ายเดินหนังสือที่ร่างไว้ตอนเช้า พร้อมทั้งร่างหนังสือเพิ่มเติมเพื่อประสานงานกับฝ่ายต่างๆจนเสร็จ ... นี่แค่งานเล็กๆงานเดียวในงานใหญ่ๆหลายงานที่ต้องรับผิดชอบ ... ในที่สุดบางทีสาวเจ้าต้องเข้าที่ทำงานตอนวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ เพื่อทำงานอื่นๆเพิ่มเติม เช่น สรุปรายงานการประชุม เตรียมวาระการประชุม เตรียมร่างจดหมายงานอื่นๆไว้ล่วงหน้า ฯลฯ

ฟังแล้วผมคิดว่าคนไทยขยันเหลือเกินครับ แต่ละวันทำงานหนัก พร้อมทั้งยังต้องไปทำงานในช่วงวันหยุดอีก ... ไม่เหมือนกับคนที่เกาะนี้เลยครับ มันขี้เกียจ งานที่สาวข้างบ้านผมทำข้างต้นนี้มันไม่เคยทำเลยครับ มันใช้โทรศัพท์โทรสองสามครั้ง ไม่เกินสิบนาทีมันบอกเสร็จ ... มันขี้เกียจมากๆ ... บันทึกรายงานก็ทำซี้ๆซั้วๆ ไม่เป็นระเบียบ บางทีขี้เกียจขนาดใช้ e-mail แทนหนังสือ หรือจดหมายทางการอีกต่างหาก

แต่น่าแปลกใจ (หรือเปล่า?) ครับ คนไทยมีผลผลิตต่อหัว (GDP per capita) "ต่ำ" กว่าคนชาวเกาะอย่างเทียบไม่ติด ... นี่ผมยังได้ยินข่าวอีกว่าคนชาวเกาะมันกำลังมีมาตรการเพื่อลดงานที่มันบอกว่าไม่จำเป็นลงไปอีก อันนี้เข้าที่ประชุม ครม.ของเกาะ ... มันโคตรขี้เกียจเลย

เอาน่า แต่ทำงานชุ่ยๆยังงี้มีหวังงานมันก็ออกมาชุ่ยๆครับ ... ไม่เคยมีเอกสารหลักฐานในการกระทำต่างๆ มีหวังงานออกมามั่วๆแน่ๆ ... เอ! ว่าแต่ดูๆไป ความผิดพลาดในการทำงานที่บ้านเกิดผมมันก็ไม่เห็นจะต่ำกว่าที่เกาะเลย เผลอๆมันจะมีมากกว่าอีกต่างหาก ... อุตส่าห์ลงทุนทำเอกสารเป็นหลักฐานไว้ทุกงาน มันน่าจะมีผลงานในการลดความผิดพลาดบ้างนา

แต่ถ้าไม่มีเอกสารหลักฐานเป็นทางการ ก็มีความเป็นไปได้ว่าคอรัปชั่นมันจะสูง ... ลองเข้าไปดูดัชนีขี้โกงของประเทศต่างๆ (Corruption Perceptions Index; ที่ www.transparency.org) อย่างมีหวัง ... ชาวเกาะมันอยู่ท้อปเท็น ส่วนเมืองฟ้าอยู่ลำดับที่ห้าสิบเก้า ต่ำกว่าโคลัมเบียหนึ่งอันดับ ... อ่านกี่ที กี่ที มันก็บอกว่าอันดับต้นๆคอรัปชั่นน้อยกว่า ... มันรายงานผิดเปล่าหว่า ... แล้วไอ้เอกสารที่อุตส่าห์เสียเวลาทำไปนี่มันเอาไปทำสากกระเบืออะไรเนี่ย?

...

ที่เล่ามานี่ไม่มีอะไรมากครับ นอกจากอาการหงุดหงิดนิดหน่อย ... กำลังมีความสุขที่จะได้กลับบ้าน หลังจากมาติดเกาะเกือบปี มันดันมีเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดอาการเซ็ง นั่นคือผมต้องกลับมานั่งร่างจดหมาย ร่างบันทึกอีกแล้ว

เป็นไปได้ว่าเขาไม่เชื่อว่าผมจะกลับบ้านถ้าผมบอกเฉยๆ ... หรือผมกลับไปแล้วอาจจะไม่มีใครในประเทศเห็นว่าผมกลับ ... หรือเป็นไปได้ว่าถ้าผมกลับแล้ว ในอนาคตผมอาจหน้าด้านบอกว่าผมไม่เคยกลับ ผมมันพวกไร้การศึกษาจบแค่ปริญญาโท ... หรือถ้ามีหนังสือเป็นทางการแล้วผมอาจจะขยันทำงานมากขึ้นกว่าเดิม ... ฯลฯ

... นั่งร่างบันทึกเกือบชั่วโมง

ผมเคยได้ยินคนเค้าเล่ามาครับว่า "โรงเรียน" ที่ผมเคยเรียนยิ่งใหญ่หนักหนา ... มีอาจารย์ใหญ่ชื่อดังระดับอินเตอร์ อาจารย์ใหญ่เคยไปสอนในโรงเรียนชื่อดังในต่างประเทศ ... ในแต่ละปี โรงเรียนของผมดึงดูดนักเรียนเก่งๆจากประเทศต่างๆในย่านเอเชีย ไม่ว่าจะมาจาก อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี ฯลฯ ... เท่าที่ผมเคยสัมผัสมาในช่วงอายุของผม ผมว่านั่นมันเป็นอดีต (ที่น่าจดจำ) ครับ

ไม่น่าเล่าโรงเรียนผมจึงเจริญเอา เจริญเอา ... คุณครูทุกคนร่างบันทึกเก่งๆทั้งนั้น เผลอๆจะเก่งกว่าร่างเอกสารวิชาการเสียอีก ... ก็ได้แต่หวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในพลังการร่างบันทึก หรือหนังสือราชการที่ยิ่งใหญ่ของโรงเรียนอีกแรงครับ ... เพราะผมคาดว่าโรงเรียนคงหวังได้แรงผมไปช่วยทำงานพวกนี้แน่ๆ ... ให้ตายเหอะ!!!

Thursday, November 17, 2005

 

ส่วนที่ 1.25 : เบื้องหลังการประกวดสาวร้อนลีโอ

*ชื่อบุคคลหรือสถานที่ต่างๆในเรื่องนี้เป็นชื่อ(ที่สมมุติว่า)สมมุติ

วันฟ้าใสวันหนึ่ง ภายหลังการประกวดสาวร้อนลีโอ ... โป้ง มช กับป้อป มธ นั่งคุยกัน ภายหลังหมดแรงจากการวิ่งออกกำลังกายจนไปทำอย่างอื่นไม่ไหว (ยกเว้นไปกิน ... ยังพอไปไหว)

โป้ง มช : นายเคยได้ข่าวหรือเปล่า ... ไม่นานมานี้มีการประกวดสาวร้อนลีโอ


ป้อป มธ : เออ เห็นอยู่เหมือนกัน ในผู้จัดการออนไลน์ ... มีไรเหรอ?

โป้ง มช : ก็ไม่มีอะไรหรอก นอกจากนักศึกษา มช ที่เคยเป็นเด็กในที่ปรึกษาของเราได้
ตำแหน่งกับเขาด้วย ... ตอนนี้ก็ยังเรียนอยู่ปี 3 ที่ มช

ป้อป มธ : โห ก็(เป็นคน)สวยอะดิ ... แล้วทำไมอะ

โป้ง มช : ที่คณะฯเราเขากำลังประชุมกันอยู่ว่าจะจัดการอะไรไหมกับนักศึกษาคนนี้ ... นาย
คิดว่ายังไง

ป้อป มธ : จัดการเรื่องไรอะ

โป้ง มช : การประกวดนี้เป็นการประกวดเพื่อเป็นนางแบบโฆษณาเบียร์ ... เน้นจุดขายว่าเป็น สาวเซ็กซี่ ... แต่งตัวเซ็กซี่อย่างที่เห็นในข่าว ... ทางคณะฯเรา กำลังประชุมว่าจะ
ดำเนินการอะไรหรือเปล่ากับนักศึกษาคนนี้ ... นายเห็นว่าไง

ป้อป มธ : (นิ่งไปพักหนึ่ง ... ทำท่าคิด)

โป้ง มช : มช มีปัญหากับนักศึกษาของตัวเองมาก เพราะเป็นเมืองท่องเที่ยว และนักศึกษา
พักอาศัยอยู่ห่างไกลพ่อแม่ ... นักศึกษาหญิงหลายๆคนหาเงินใช้ด้วยการไปเป็น
พริตตี้ให้กับธุรกิจต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่พวกพริตตี้เชียร์เบียร์เชียร์เหล้า ... ส่วนที่จะ
แย่ไปกว่านั้นเราก็ไม่รู้ว่าจะมีหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆนับวันมันจะยิ่งหนักขึ้นทุกที

ป้อป มธ : อันนี้จริงๆเราว่ามันก็พูกลำบาก ... ในทางหนึ่ง เราว่ามันก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเขา
และมันก็ไม่ได้ผิดศึลธรรมรุนแรงอะไร มันก็เป็นอาชีพสุจริต คณะฯหรือ
มหาวิทยาลัยไม่น่าจะเข้าไปยุ่งอะไร ... ในอีกทางหนึ่ง ถ้ามองว่ามหาวิทยาลัยมี
บทบาท ความรับผิดชอบต่อศีลธรรมและจริยธรรมต่างๆของสังคม อันนี้
มหาวิทยาลัยก็ควรจะต้องเคลื่อนไหวเหมือนกัน แต่จะเคลื่อนไหวยังไง อันนี้เรา
ไม่แน่ใจ

โป้ง มช : อันนี้เราก็เห็นด้วยกับนายทั้งสองทาง ในส่วนหนึ่งเราคิดว่ามันเป็นเรื่องของ
ดีกรี ... ถ้านายว่าประกวดสาวร้อนลีโอไม่มีปัญหาอะไร แล้วถ้าดีกรีมันเพิ่มขึ้นอีก
นิดหน่อยเป็นว่าไปถ่ายแบบชุดบิกีนี่ลงในนิตยสาร FHM หรือ Maxim ล่ะ อันนี้ก็
ไม่ผิดศีลธรรม แต่มหาวิทยาลัยไม่ควรจะทำอะไรเลยเหรอ ... จริงๆคำว่า "ไม่ผิด
ศีลธรรม" นี้เค่อนข้างเคลื่อนไหว มันเปลี่ยนแปลงไปตามความเห็นและค่านิยม
ของสังคม ... ในอนาคตข้างหน้าไม่แน่ว่าถ่ายบิกีนี่คงเป็นเรื่องปกติ ... และจริงๆ
ความเห็นและค่านิยมสังคมก็เป็นผลกระทบจากการที่มหาวิทยาลัยไม่ทำอะไร
ด้วยส่วนหนึ่งเหมือนกัน

ป้อป มธ : อันนี้เราก็เห็นด้วยว่ามหาวิทยาลัยควรมีบทบาททางด้านศีลธรรม จริยธรรมของ
นักศึกษาเช่นเดียวกัน แต่เราไม่เห็นด้วยกับการที่คนหยิบมือมาบอกว่าอะไรผิด
อะไรถูก ... เราเห็นด้วยว่ามหาวิทยาลัยอาจควรทำอะไรบางอย่าง แต่ถ้ามีน้าเบียบ
(รัตน์) มาบอกว่าแต่งตัวอย่างนี้ผิด ห้ามทำ มันไม่ใช่การแก้ปัญหา ... คนจะสงสัย
ว่ามันผิดตรงไหน ... คนจะมองว่ากฎหมายเป็นข้อบังคับที่ไร้สาระ ไม่ใช่สิ่งที่ทำ
ให้คนอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างเป็นสุข

โป้ง มช : เออ อันนี้เราก็เห็นด้วยกับนายว่ะ ... เราว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่และเป็นเรื่องใหญ่
การตัดสินใจต่างๆอาจต้องอาศัยการเข้ามาคุยกัน ... ข้อตกลงต่างๆควรจะมา
จากกลุ่มคนที่เป็นตัวแทนของทั้งสังคม ไม่ใช่คนแก่ๆกลุ่มหนึ่ง ... บางที มช อาจ
จะต้องนั่งลงคุยกับนักศึกษาและหาแนวทางร่วมกันว่ามหาวิทยาลัยควรจะจัดการ
อะไรไหม ... แต่นายก็มักจะเห็น เวลาเกิดเรื่องอะไรกับนักศึกษา สังคมไทยโทษ
มหาวิทยาลัยทุกที ... อันนี้บอกได้หรือเปล่าว่าสังคมคาดหวังกับมหาวิทยาลัยใน
การอบรมบ่มศีลธรรม จรรยาบรรณให้กับนักศึกษา

ป้อป มธ : เราว่าอย่าไปสนใจสังคมไทยมากนัก ... สังคมนี้โทษได้ทุกอย่างยกเว้นตัวเอง ...
ในประเด็นที่จะคุยกับกลุ่มคนที่ represent ทั้งมหาวิทยาลัย เราก็เห็นด้วย ... แต่
ในประเด็นการจัดการ อันนี้เราว่ามันไม่ใช่หน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่จะต้องไป
ควบคุมดูแลนักศึกษา ... มันทั้งไม่ควรทำ และทำไม่ได้ เพราะไม่รู้จะเอาใครไป
ดูแล ... อันนี้เราว่ามหาวิทยาลัยอาจได้แค่แสดงท่าทีเป็นห่วง หรือไม่เห็นด้วย
กับการกระทำบางอย่างพร้อมทั้งบอกเหตุผล ... แต่นักศึกษาจะทำอะไรหรือไม่
มันอยู่ที่ตัวเขา ... เราเชื่อในระบบ self-cencoring มากกว่าจะให้หน่วยงานใด
หน่วยงานหนึ่งจัดการในเรื่องต่างๆ

พอดี "พี่อู้ด มหด" อดีตนักเคลื่อนไหวสิทธิสตรีเดินผ่านมา โป้ง มช กับป้อป มธ เลยเรียกเข้ามาคุยด้วย ... หลังจากทักทายและเล่าเรื่องราวอย่างย่อให้ฟัง พี่อู้ด มหด ก็แสดงความเห็นของเธอ

พี่อู้ด มหด : พี่ก็เห็นด้วยในหลายๆอย่างที่พวกเธอคุยกัน แต่มีประเด็นสำคัญอันหนึ่งที่เรา
ไม่ควรลืม ... นักศึกษาในมหาวิทยาลัยอยู่ในวัยที่เป็น "ผู้ใหญ่" แล้ว ... เราควร
ที่จะปฏิบัติกับเขาเหมือนผู้ใหญ่คนหนึ่ง ... พี่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งถ้า
มหาวิทยาลัยจะออกกฎห้ามไอ้โน่นไอ้นี่โดยที่พวกนักศึกษาไม่ได้ใช้ชื่อ
มหาวิทยาลัยไปทำ ... ถ้าเอาชื่อมหาวิทยาลัยไปประกวดก็ว่าไปอย่าง แต่ถ้า
ประกวดด้วยชื่อตัวเองก็ไม่เห็นเสียหายตรงไหน

โป้ง มช : แต่ถ้าเราไม่ทำอะไรเลยมันก็รังแต่จะแย่ลงทุกวันสิครับ

พี่อู้ด มหด : มันก็ตลกดีที่เราคิดว่าเราสามารถพัฒนาสังคมได้ด้วยการห้ามอย่างโน้นอย่าง
นี้ ... พวกนี้โตแล้ว ถ้าเราไม่ฝึกให้เขาคิดให้เขาตัดสินใจในช่วงชีวิตที่เขาอยู่ใน
มหาวิทยาลัย แล้วเมื่อไหร่พวกนี้จะได้คิด ... จะมัวแต่ห้ามนู่นห้ามนี่ใน
มหาวิทยาลัยแล้วหวังว่าพอจบปีสี่ออกไปแล้วเขาจะคิดได้เองงั้นเหรอ ... พอ
จบออกไปจะเอากฎอะไรมาห้ามเขาอีก พอจบออกไปพวกนี้ต้องเจอกับสังคม
จริงๆ ถ้าพวกเขาไม่ได้ฝึกคิดฝึกตัดสินใจ แล้วเขาจะทำยังไง ... การห้ามโน่น
ห้ามนี่ ไม่ฝึกให้เขาคิดต่างหากหรือเปล่าที่เป็นตัวทำให้สังคมไทยแย่ลง ... พี่
ว่าให้หัดคิดหัดตัดสินใจซะบ้างไม่เห็นจะเสียหายตรงไหน

พี่อู้ด มหด : (ต่อ) ในอีกประเด็นหนึ่ง ถ้าเขาทำผิดแล้วถ้ามันผิดจริงเขาก็คงจะรับกรรมใน
ความผิดของตัวเองไป ... เขาตัดสินใจทำเอง และเขาก็รับผิดชอบการกระทำ
ของตัวเขาเองไม่เห็นจะกระบทอะไรสังคม ... พี่ว่าบทบาทมหาวิทยาลัยที่ควร
ทำคือการสร้าง Guide line ในทางเดินของนักศึกษามากกว่า ... ก็ไม่ใช่ว่าเรา
ปล่อยให้เขาเดินผิดทางไปเรื่อยๆไม่สิ้นสุด หรือกำหนดเส้นตรงๆให้เดินเส้น
เดียว ... Guide line มีไว้เป็นกรอบกว้างๆในการเดิน ส่วนใครจะเดินทางไหน
เรื่องของพวกเขา ... แบบนี้เขาก็ได้ฝึกคิดฝึกตัดสินใจไปด้วย

ป้อป มธ : ผมเห็นด้วยกับพี่อู้ดครับ ... แต่ปัญหาคือไอ้ Guide line เนี่ยมันสร้างยากนะ
ครับ ... แล้วมันก็ขึ้นกับดีกรีของแต่ละคนที่มองมันอีกนั่นแหละ

พี่อู้ด มหด : พี่ก็ว่ายาก แต่ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ ... สังคมมีกรอบของมันอยู่แล้ว ก็เอากรอบของ
สังคมจริงๆมาใช้ ... อาจจะเพิ่มความเข้มข้นอีกหน่อยให้มีความชัดเจนขึ้น มันก็
ทำได้ ไม่ใช่ว่ายากจนทำไม่ได้ซะทีเดียว

พี่อู้ด มหด : เออ พอดีพี่ต้องไปแล้วล่ะ ... ต้องกลับไปกินข้าวแล้วไปทำงานต่อ

โป้ง มช : ตามสบายครับพี่อู้ด ขอบคุณมากๆเลยครับสำหรับความเห็น ... ผมว่ามีประโยชน์
มาก ... หวัดดีครับพี่อู้ด

ป้อป มธ : หวัดดีครับพี่อู้ด โชคดีนะครับ

โป้ง มช : แล้วเราเอาไง

ป้อป มธ : ก็ไปกินดิ ... วิ่งเหนื่อยแล้ว ไปกินบ้าง แล้ววันหลังค่อยวิ่งต่อ

...
และนั่นก็คือเบื้องหลังการประกวดสาวร้อนลีโอที่หลายๆคนคงไม่ทราบ


Wednesday, November 09, 2005

 

ส่วนที่ 1.5: Robert Aumann ... เท่าที่รู้จัก

กะว่าจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับ Robert Aumann มาสักพักแล้วครับ ... ตอนนี้เหลือสอบแค่วิชาเดียว รายงานเสร็จหมดแล้ว และก็เลิกทำงาน RA มาพักนึงแล้ว (ไล่ตัวเองออก) เลยพอมีเวลาว่างหน่อย

จริงๆถ้าเป็นไปได้ก็อยากเขียนถึงผู้เฒ่ารางวัลโนเบลปีนี้ทั้งสองคนนะครับ แต่ด้วยความรู้ทางด้านนี้ที่น้อยนิด ผมเลยไม่รู้จัก Thomas Schelling เลยแม้แต่นิดเดียว ... Aumann จริงๆผมก็รู้จักแบบงูๆปลาๆ แต่ก็ยังอยากเขียนถึงอยู่ดี

จริงๆก็ดังที่เพื่อนสนิทมิตรสหายรู้กันว่าผมเพิ่งจะมาทำความรู้จักกับ Game Theory อย่างจริงจังก็ตอนที่มาติดเกาะนี่เอง ... ตอนแรกที่ไปเรียนตัว Intro ของวิชานี้ก็เพราะแค่ "อยากจะรู้ว่า Game Theory มันเอามาสอนกันเป็นเทอมได้ด้วยเหรอ?" เท่านั้นเอง ... เรียนไปเรียนมาซึ้งเลยครับ วิชานี้เรียนกันเป็นปีๆก็ไม่จบ ส่วนต่อขยายกว้างมาก รวมไปถึงเป็นต้นกำเนิดทั้ง Contract Theory และ Mechanism Design (จริงๆมันก็อันเดียวกันเปล่า) ที่กำลังฮิตติดลมบนในระยะหลัง

ผมเริ่มเรียน Game Theory ด้วยหนังสือสุดฮิตของ Osborne&Rubinstein ที่ชื่อว่า "A course in game theory" ครับ โดยใช้หนังสือของ Osborne ชื่อว่า "An intro to game theory" เป็นตัวช่วย ... ผมมีนิสัยแปลกตรงที่ชอบอ่านคำนิยมหนังสือที่ปกหลัง โดยไม่มีสาเหตุ ... และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ผมพบชื่อ Robert Aumann ศาสตราจารย์ทางด้านคณิตศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยแห่งนครเยรูซาเล็ม ... จริงๆแล้วก็รู้สึกแปลกใจที่ Osborne&Rubinstein ให้บุคคลคนนี้เขียนคำนิยมให้คนเดียว ต่างจากหนังสือของ Gibbon ที่เต็มไปด้วยนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังในสหรัฐอเมริกา ... หนังสือสุดฮิตทำไมให้ยิวที่ไหนก็ไม่รู้มาเขียนคำนิยม

พอเรียนไปได้สักพัก เข้าเรื่อง "ความรู้ (Knowledge)" นี่ก็เป็นจุดที่สองที่ผมพบกับชื่อของ Robert Aumann อีกครั้งครับ ... ในหนังสือ O&R มีแบบฝึกหัดข้อนึงที่ให้พิสูจน์ว่า Subjective Prob (แปลเป็นไทยว่าอะไรก็ไม่รู้) จะแตกต่างกันไม่ได้ถ้า Prior (ก็แปลไม่ได้อีกอะ) และ Subjective Prob เป็น Common Knowledge (อันนี้แปลได้ว่า "ความรู้สามัญ" แต่ไม่อยากแปล) ... ยิ่งอ่านยิ่งงง ไปคุยกับอาจารย์ก็เลยได้คำแนะนำว่าให้ไปอ่านงานของ Aumann ในปี 1976

เห็นครั้งแรก หมูเลยครับ ... งานนี้ลงใน Annals of Stat. วารสารเดียวกับสลัดเสือรุ่นพี่ (ที่ถูกวิจารย์ว่าไม่ใช่วารสารเศรษฐศาสตร์) มีความหนาแค่ 5 หน้าครับ! ... แต่พออ่านไปได้สักพักก็สลด เพราะบทความ 5 หน้าของ Aumann อันนี้ผมใช้เวลาอ่านกว่า 5 ชั่วโมง (ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีครับ ... ใครไม่เชื่อก็ไปลองอ่านดู ชื่อ Agreeing to Disagree ... ขออนุญาตแนะนำว่าควรมี O&R ประกอบครับ) ... ขอแทรกตรงนี้ว่าปัจจุบันยิ่งสลดกว่าเดิมเพราะอ่านจากบทสัมภาษณ์แล้ว Aumann เอาบทความนี้ไปถาม Arrow ว่าลงตีพิมพ์ได้หรือเปล่า เพราะมันช่าง "obvious" เสียเหลือเกิน!


บทความนี้มีความสำคัญตรงที่เป็นบทความแรกที่ให้คำนิยาม Common Knowledge แบบคณิตศาสตร์อย่างเป็นทางการครับ ... งานนี้สร้างสายงานต่อหลังมาได้พอสมควร และจริงๆแล้วก็ยังคงเป็นนิยาม Common Knowledge ที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน ... เริ่มจากตรงนี้ชื่อของ Aumann เริ่มเข้ามาอยู่ในหัวผม

ยังมีบทความอีกชิ้นหนึ่งของ Aumann ที่ผมได้อ่าน เป็นงานใน Econometrica ปี 1986 ชื่อว่า Correlated Equilibrium as an expression of Bayesian retionality ครับ ... งานนี้ดีกว่าเดิมหน่อยตรงที่มี 18 หน้า แต่ผมใช้เวลาอ่านน้อยกว่าเดิม (แต่ก็ยังไม่รู้เรื่องเหมือนเดิม) ... Aumann คนนี้เป็นต้นคิดของ Correlated Equilibrium (CE) ซึ่งเป็น Equilibrium concept ที่ขยายใหญ่จาก Mixed Strategy Nash Equilibrium (MSNE) ขึ้นไปอีก ... บทความปี 1986 ชิ้นนี้พยายามหาเหตุผลให้กับ CE และบอกว่ามันมีเหตุผลดีกว่า MSNE ครับ ... อาจารย์ผมเล่าว่า CE นี้เป็นที่นิยมอย่างยิ่งทั้งในเศรษฐศาสตร์และคณิตศาสตร์ เพราะมันประพฤติตัวดีกว่า MSNE (Existence ไม่ต้องพูดถึงเพราะขนาด MSNE ยัง Exist)

ขึ้นเทอมที่สอง ผมลงวิชาต่อของ Game Theory ... เรียนมาจนถึง Bayesian Game อีกที อาจารย์คนเดิมพูดถึงผมงานของ Harsanyi ที่แปลง Imperfect Information Game ให้กลายเป็น Incomplete Information Game ... สงสัยอีกแล้วว่ามันต่างกันยังไง อาจารย์คนเดิมบอกให้ไปอ่านงานรางวัลโนเบลของ Harsanyi ผมก็ลองไปอ่าน ... อ่านไปได้สองหน้าก็คิดในใจว่าอ่านจบก็เพี้ยนแล้วครับ ผมเลยใช้วิธีลัด ไปหางานของคนอื่นที่เขียนอธิบายถึงงานของ Harsanyi แทน ... ปรากฎว่าเจองานของ Myerson ครับ เล่าเรื่องราวพร้อมเกร็ดประวัติน่าสนใจ

ที่ผมจำได้อยู่ตอนหนึ่งคืองานของ Harsanyi ชิ้นนี้มีปัญหามาก เพราะเมื่อข้อมูลของผู้เล่นคนหนึ่งในเกมหายไป ผู้เล่นคนอื่นๆต้องสร้างการคาดการณ์เกี่ยวกับข้อมูลที่หายไปนี้ขึ้นมาแทน ... เรื่องมันไม่จบแค่นี้ เพราะเมื่อผู้เล่นคนอื่นๆสร้างการคาดการณ์ขึ้นมาแล้ว พวกเขาต้องสร้างการคาดการณ์ของการคาดการณ์เหล่านั้นขึ้นมา และพวกเขายังต้องสร้างการคาดการณ์ของการคาดการณ์ของการคาดการณ์เหล่านั้นขึ้นมา ... (ไล่ไปเรื่อยๆต่อเองนะครับ) ตามคำบอกเล่าของ Myerson งานชิ้นนี้พัฒนาขึ้นมาอย่างมากหลังจาก Harsanyi ได้เข้าร่วมงานกับบริษัทที่ปรึกษาของ Morgenstern (บิดาคนที่สองของ Game Theory ... คู่ขา Von Neumann) และได้พบกับบรรดาเด็กๆของ Morgenstern ... และหนึ่งในบรรดาเด็กๆของ Morgenstern เหล่านี้ก็คือ Aumann นี่เองครับ ... งานพัฒนาไปเป็นชิ้นเป็นอันที่สุดตอนที่ Harsanyi ไปเยี่ยมมหาวิทยาลัยแห่งนครเยรูซาเล็มที่ Aumann อยู่ครับ

ถ้าใครว่างอย่างผม ก็เข้าไปดูประวัติที่ Harsanyi เขียนตอนรับรางวัลโนเบลก็บอกเล่าเรื่องราวคล้ายๆกันครับ ... อีกคนที่ได้รางวัลโนเบลร่วมกับ Harsanyi และ Nash ซึ่งก็คือ Selten เจ้าของผลงาน Subgame Perfect Equilibrium ก็เขียนในประวัติของตัวเขาเองตอนรับรางวัลโนเบล ถึง Aumann เหมือนกันครับ ... ประมาณว่าเขาขอบคุณช่วงเวลาที่เขาเป็นหนึ่งในกลุ่มเด็กๆของ Morgenstern และได้มีโอกาสรู้จัก Aumann และคนอื่นๆ ซึ่งทำให้เขามีโอกาสพัฒนาตนเองอย่างที่สุด

และผมคิดว่าผมพบชื่อของ Aumann บ่อยที่สุดในช่วงท้ายสุดของการเรียน Game Theory ครับ เพราะมันเป็นเรื่อง Repeated Game (ไม่อยากแปลเป็นไทยอีกแหละ) ซึ่ง Aumann มีบทบาทอย่างมากครับในการพัฒนาเกมสาขานี้ขึ้นมา ... ผมเข้าใจว่าเขาได้รับรางวัลโนเบลจากงานทางด้านนี้เพราะนี่คืองานที่เกี่ยวกับ Coordination และบอกว่าผลลัพท์แบบ Coordination เกิดขึ้นมาได้ถ้าเกมมีลักษณะเป็น Repeated Game ... ถ้าจำไม่ผิด Aumann ยังเป็นคนพิสูจน์ Folk Theorem ด้วยครับ (ซึ่งเนื้อหาก็คล้ายๆกับประโยคที่แล้ว)

จากที่ผมเล่ามา ผมคิดว่าแม้คนที่มีความรู้ในทฤษฎีเกมจำกัดแบบผมยังระลึกได้ว่านี่คือบุคคลหนึ่งที่มีส่วนในการสร้างเสริมและเติมแต่งทฤษฎีเกมให้มีหน้าตาเหมือนดั่งในปัจจุบันครับ ... ไม่ว่าจะเป็นในส่วนงานที่ตนเองเขียนเอง หรืองานที่ช่วยคนอื่นคิด

สำหรับข้อกล่าวหาของนิตยสาร The Economists ที่บอกว่า Aumann ดูจะออกไปทางนักคณิตศาสตร์ ซึ่งสนใจปัญหาในเชิงคณิตศาสตร์มากกว่าเศรษฐศาสตร์ ... อันนี้จากมุมมองส่วนตัว ในบรรดางานที่เคยอ่าน Aumann ให้ความสนใจกับการแปลความหมาย และการประยุกต์ใช้แบบจำลองในทางเศรษฐศาสตร์มากทีเดียวครับ ... ถึงแม้ว่าคำถามหลักในงานดูจะออกไปทางคำถามของนักคณิตศาสตร์ก็ตามที

ผมว่ามีปัญหาเดียวของรางวัลโนเบลในปีนี้ที่ผมยังติดใจ นั่นคือผมไม่คิดว่างานของทั้ง Aumann และ Schelling เป็นงานที่เปลี่ยนรูปร่างหน้าตาของสาขาอย่างถอนรากถอนโคนครับ ... ในจุดนี้รางวัลปีนี้ดูจะด้อยกว่าปีก่อนๆ เช่น Lucas, Akerlof&Spence&Stiglitz, Kydland&Prescott ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับรางวัลใจแคบที่ให้ Nash, Harsanyi, และ Selten ในปีเดียวกัน (ผมว่าสามคนนี้ได้สองปีไม่น่าเกลียด) ... นอกจากนั้น ถ้าดูตัวเลือกอื่นๆเช่น Bhagwati&Krugman ในสาขา Inter Econ หรือ Barro กับอีกสักคนใน Growth ก็ดูจะไม่เลวนะครับ

แต่ยังไงก็ยังดีใจครับที่ปีนี้ คนทำงานที่อิสราเอลมาเกือบทั้งชีวิตได้รับรางวัล ... ก่อนจบขอเชียร์ (ส่วนตัว) Barro&อีกสักคน, Sargent&Hansen&Sims, Myerson&อีกสักคน, Athey&อีกสักสองคน ให้ได้รางวัลโนเบลกับเขาบ้างครับ


Saturday, August 20, 2005

 

ส่วนที่ 1.5 : อุดมศึกษากับ Externalities

พอดีต้องทำรายงานส่งในวิชาสัมมนาครับ ... ดำน้ำไปซักพักก็เลยได้หัวข้อนี้มา

... ถ้าท่านใดมีความเห็นเพิ่มเติมหรือข้อเสนอแนะก็จักเป็นพระคุณยิ่งครับ

ข้อมูลจาก National Center of Education Statistics (NCES) ของอเมริกาได้แสดงไว้ว่ารัฐบาลในประเทศแทบทั้งหมดบนโลกให้งบประมาณสนับสนุนต่อหัวในการศึกษาในระดับอุดมศึกษาไว้สูงกว่าระดับประถมเกือบสามเท่า ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงการเข้ามามีส่วนร่วมเป็นอย่างมากของภาครัฐต่อการศึกษาระดับนี้ของประเทศ

หลักการเบื้องต้นของวิชาเศรษฐศาสตร์ภาครัฐบอกไว้ว่า "รัฐบาลควรมีหน้าที่จำกัดในระบบเศรษฐกิจ" เพื่อทำให้ Deadweight Loss อยู่ในระดับต่ำสุด ... หน้าที่ของรัฐที่พึงมีก็ได้แก่ การรักษากฎหมาย งานจัดการกับความไม่เท่าเทียม และงานแก้ไข market failures ... ในส่วนของการศึกษาคงเกี่ยวข้องกับความไม่เท่าเทียมและ positive externalities แต่ผมจะเน้นแต่ positive externalities ส่วนประเด็นความไม่เท่าเทียมจะนำมาสู่นโยบายภาครัฐในลักษณะที่แตกต่างกัน - ไม่ใช่ Direct Subsidy และสนับสนุนทุกคน แต่เป็นการลด Financial Constraint และเน้นเฉพาะกลุ่มเป้าหมายเท่านั้น

ในประเด็นของการศึกษา แน่นอนว่านักเศรษฐศาสตร์ตระหนักถึง Positive Externalities ของมัน ทั้งในรูปแบบที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระดับผลิตผล (Productivity) หรือผลกระทบทางอ้อมที่มันมีต่อผู้คนและสังคม เช่น การศึกษาลดอัตราการก่ออาชญากรรม การศึกษาเพิ่มพูนสุขลักษณะอนามัย สร้างร่างกายที่สมบูรณ์ขึ้น ทำให้ผู้คนอายุยืนยาวขึ้น ทำให้ผู้คนเข้าถึงสุนทรียจากการอ่านได้ ทำให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยเข้มแข็ง ฯลฯ (สนใจเพิ่มเติมลองอ่าน Haveman, R. and B. Wolfe, 1984)

ไม่มีใครมีข้อสงสัยต่อการกระทำของรัฐบาลในการเข้าไปสนับสนุนการศึกษาของผู้คนในระดับประถมและมัธยม แม้จะมีการออกกฎหมายให้มีการเข้าเรียนฟรี ยังมีบางฝ่ายด้วยซ้ำ (เช่นผม) ที่อยากให้แจกนม ขนม อาหารกลางวัน ค่าเดินทาง เพื่อจูงใจให้เด็กๆในพื้นที่ชนบทห่างไกลได้เดินทางมาเล่าเรียน ... การศึกษาในระดับนี้มีผลตอบแทนสูงมากทั้งในทางตรงและทางอ้อม

ข้อสงสัยหลายอย่างเกิดขึ้นกับการสนับสนุนของรัฐบาลต่อการเรียนในอุดมศึกษา ... ถ้าหากว่าผลตอบแทนส่วนใหญ่ตกอยู่ในรูปของผลตอบแทนส่วนตัว การเข้าไปให้การสนับสนุนการศึกษาในระดับนี้ของภาครัฐบาลก็อาจจะไม่เป็นที่ต้องการของสังคม

จากงานศึกษาที่ส่วนใหญ่เกิดในอเมริกา (ด้วยข้อจำกัดทางด้านข้อมูลที่น่าเชื่อถือ) โดยมีข้อสรุปแตกต่างกันออกไปตั้งแต่ 1 ไปจนถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ... งาน survey ของ Riddell (2004) รวบรวม positive externalities ในหลากหลายด้าน และสรุปว่าค่าดังกล่าวโดยรวมแล้วอยู่ในระดับ 7 - 10 เปอร์เซ็นต์ (รวมทั้งทางตรงและทางอ้อม)

ค่าในระดับดังกล่าวบอกได้ว่าอยู่ในระดับที่สูงพอสมควร และอาจนำมาถึงข้อสนับสนุนของการที่รัฐบาลเข้าไปให้ subsidy ต่อการเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษา ... อย่างไรก็ตามในเชิงเปรียบเทียบ ค่า positive externalities ในระดับดังกล่าวอาจไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลควรเข้าไปสนับสนุนการศึกษาในระดับอุดมศึกษาในอ้ตราที่สูงโดยอัตโนมัติ

ในอุดมคติ การเปรียบเทียบระหว่างผลประโยชน์ส่วนเพิ่มและค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มอาจเป็นสิ่งสำคัญ ... ระดับ positive externalities อาจควรจะนำไปเปรียบเทียบกับ Deadweight Loss ส่วนเพิ่มของการขยายการมีส่วนร่วมของรัฐบาลเสียก่อน ก่อนที่จะมีการตัดสินใจว่ารัฐบาลควรเข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมดังกล่าวหรือไม่ หรือเข้าไปมีส่วนร่วมในระดับใด

ในทางปฏิบัติ การหา Deadweight Loss ส่วนเพิ่มของรัฐบาลคงเป็นไปได้ยากถึงเป็นไปไม่ได้ ... เรื่องต่อไปที่อาจทำได้คือการเปรียบเทียบประโยชน์ระหว่างการเข้าไปสนับสนุนการศึกษาในระดับอุดมศึกษากับประโยชน์ส่วนเพิ่มจากการไปแทรกแซงในกิจกรรมอื่นๆ

Heckman (2000) ได้กล่าวเป็นนัยถึงส่วนสุดท้ายนี้ไว้อย่างน่าสนใจ ... ถ้าพูดถึงอเมริกาในยุคปัจจุบัน ประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับจากการเข้าไปแทรกแซงการเรียนรู้ก่อนวัยเรียนน่าจะอยู่ในระดับที่สูงกว่าการแทรกแซงในระดับอุดมศึกษามากพอสมควร ... อย่างไรก็ตามไม่มีงานศึกษาใดที่แนะนำถึงการตัดงบการสนับสนุนการศึกษาระดับอุดมศึกษา Heckman (2000) เพียงกล่าวในประเด็นว่างบประมาณส่วนเพิ่มควรจะถูกเพิ่มให้กับโครงการพัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน

ยังไม่มีงานศึกษาเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ในประเทศไทยในสมองของผม แต่โดยความเห็นส่วนตัว positive externalities อาจแตกต่างกันไปตามระดับการศึกษา (ผมว่าการศึกษา ป.เอก ก็ externalities สูงเหมือนกันนะครับ) สายวิชาวิทย์-สังคม และสาขาวิชา (เช่น ธุรกิจ Vs วิทยาศาสตร์) ฯลฯ

... เมื่อไม่มีความรู้เรื่องงานศึกษา นโยบายภาครัฐควรเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ แต่โดยความเห็นส่วนตัว มีงานหลายๆอย่างที่รัฐบาลไทยทำทั้งๆที่ไม่ควรทำ ... ดังนั้นงานที่มีประโยชน์ดังเช่นการสนับสนุนการศึกษาก็น่าจะเป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยควรให้การสนับสนุนต่อไปครับ

References

Haveman, R. and B. Wolfe. (1984). Schooling and economic well-being: The role of non-market effects. Journal of Human Resources, 19, pp. 377 – 407.

Heckman, J.J. (2000). Policies to foster human capital. Research in Economics, 54, pp. 3 – 56.

Riddell, W.C. (2004). The Social Benefits of Education: New Evidence on an Old Question. Menuscript (Download ได้แต่เข้าไปหา Google กันเองนะครับ)

Thursday, August 04, 2005

 

ส่วนที่ 1 : เทอมที่สอง (ข้อแก้ตัว)

นับจนถึงวันนี้ มหาวิทยาลัยแห่งเกาะก็เปิดทำการสอนในเทอมที่สองมาได้เป็นเวลาร่วม 3 อาทิตย์แล้วครับ

จะนับว่าเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของมหาวิทยาลัยแห่งเกาะก็ว่าได้ที่นักเรียน ป.เอกมีน้อย และกระจัดกระจายไปตามสถาบันวิจัยต่างๆ และนอกจากนั้นด้วยเงื่อนไขที่บังคับให้นักเรียน ป.เอกเรียนในห้องเรียนแค่ปีเดียว ทำให้วิชาที่เปิดทำการสอนที่นี่มีให้เลือกไม่มากนัก ... แต่ด้วยความที่ไอ้ตัวเราก็นักชอป ชอบไปนั่งเรียนหลายๆวิชาดูก่อนแล้วค่อยลงทะเบียนจริง ... และอาจจะด้วยความประมาทและคาดไม่ถึง (ว่าจะมีนักชอปเยอะมากที่นี่) จนถึงวันนี้ตูยังไม่มีชื่ออยู่ในใบลงทะเบียนเลย!!!

ด้วยบุญทำแต่เทอมก่อน ตอนนี้อาจารย์ยิ้มหวานเลยมีข้อเสนอให้ช่วยทำงานวิจัยที่เป็นการแก้ไขบทความในหนหลัง เพื่อจะนำไปตีพิมพ์ในวารสารอินเตอร์ (ซึ่งเป็นคนละประเภทกับ FHM ของคุณปิ่น) ... ด้วยไฟที่ลุกโชนในช่วงปิดเทอม ไอ้เราก็ตอบตกลงทันทีทั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง จัดแจงตระเตรียมเอกสารเพื่อขอทำงานแล้วเสร็จใช้เวลาเกือบเดือน เข้าไปคุยกับอาจารย์ยิ้มหวานในช่วงเปิดทำการสอนพอดี (อันนี้ผมบอกไว้ก่อนว่าผมขอ ก.พ. แล้ว แต่ไม่ได้ขอท่านเจ้าชีวิต ... มีอะไรคุณปิ่นช่วยเคลียร์ให้ด้วยละกัน เพราะรู้สึกว่าเขียนบันทึกเก่ง)

ได้เรื่องเลยครับ!!! ... ท่านกรุณาบอกผมด้วยเสียงเรียบๆว่าท่านกำลังทำ Markov-Switching VAR แบบจำลองในลักษณะ (Hidden) State Space ใช้วิธี estimate แบบ Maximum Likelihood โดยอาศัย Kalman Filter เป็นตัวช่วย ... ฟังครั้งแรกรู้เรื่องเป็นคำๆเช่น VAR, Maximum Likelihood, State Space แต่พอมาต่อเป็นประโยคแล้วไม่รู้เรื่องว่ะ

ประกอบกับบุญอีกอันที่ทำแต่เทอมก่อน ไปรับปากอาจารย์ที่สอนวิชา Intro to Game Theory ว่าจะลงวิชาตัวต่อ ... เข้าไปนั่งฟัง Outline ของวิชาก็รู้เรื่องว่ามันเป็นอะไรที่เกี่ยวกับ Contract Theory และ Mechanism Design นี่แหละ (แล้วไอ้สองตัวนี้มันคืออะไรวะ?) ... เสร็จแล้วท่านก็กรุณาเริ่มต้นด้วยความรู้พื้นฐานเรื่อง Correspondences และนิยาม Upper Hemi-continuous เพื่อจะนำไปพิสูจน์ว่า Strategic Game มี (Mixed Strategy) Nash Equilibrium ทุกเกม ... ตอน Intro มันมีแต่หา Nash Equilibrium เกมหลายๆแบบนี่หว่า ... ทำไมตัวต่อมันต่อไม่ค่อยสนิทเลยวะเนี่ย?!?!

ทั้งสองปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นพร้อมกันในช่วงเวลาอาทิตย์แรกของเทอมที่สอง พร้อมกับการถอนตัวออกจากวงการชั่วคราวของ Straw Hat ... คาดว่าหลังจากนี้ไปคงจะมีการถอนตัวอีกเป็นระยะๆ แต่รับรองว่าคงจะเข้าไป Comments ในแหล่งอื่นๆบ้างอย่างต่อเนื่องตามแต่สังขารจะอำนวย

...

ตอนนี้เข้าสู่สัปดาห์ที่สาม เริ่มเข้าที่ ... จริงๆเรื่องพวกนี้มันก็ไม่ยากนี่หว่า ทนๆไปซักพักเดี๋ยวก็ชิน ... อย่างไรก็ตามช่วงนี้ผมคงงดบทความในส่วนที่ 2 ไปซักพัก เนื่องจากตอนนี้ไม่มีอะไรอยู่ในหัวเลยนอกจาก Bayesian Game ของ Harsanyi กับวิธีการเลี้ยงวัว (Ox program)

นอกจากนั้นยังต้องเกรงกลัวความสุดยอดของพลพรรคผีแดงอีก ที่มีข่าวร่ำๆว่าจะขายกองหน้าเกรดต่ำอย่าง "ฟานนิสเตอรอย" เพื่อเปิดทางให้กับกองหน้าเวิล์ดคลาสอย่าง "โอเว่น" ... คิดๆไปแล้วหนาวแทนพลพรรคสามทีมใหญ่ที่เหลือจริงๆ

... โอว! นึกไปนึกมาอาทิตย์นี้ก็มี Community Shield ... อาจารย์ยิ้มหวานให้อ่านนิทานก่อนนอนก็ยังไม่ได้อ่าน พรุ่งนี้ก็ต้องไปเรียนวิธี model knowledge อีก การบ้าน growth ก็ยังไม่ได้ส่ง ... ส่องกระจกแล้วรู้สึกว่าหน้าผากจะมีลักษณะใกล้เคียงกับของ Harsanyi เข้าไปทุกทีแล้วนี่เรา

... ทำไมเราไม่เกิดก่อน von Neumann ว้า?

Thursday, July 14, 2005

 

ส่วนที่ 2 : ความยากจนในแอฟริกา ... ฉบับขอแจม

ด้วยสังเกตเห็นว่า Corgiman, Kickoman, และ David Ginola ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาความยากจนในแอฟริกา ... เลยอดไม่ได้ที่จะขอแจมเรื่องดังกล่าว แต่เอาแบบเท่าที่รู้ และเต็มไปด้วยอคติส่วนตัวครับ (จริงๆพยายามค้นข้อมูลเหมือนกัน แต่ช่วงนี้ยุ่งนิดหน่อย เลยไม่ค่อยมีเวลาอ่าน)
..................................................................................................................................... คำเตือน : บทความในตอนนี้อาจจะอ้างถึงบทความเรื่อง "Debate: The End of Poverty?" ของ Kickoman และ Comments ใน Blog นั้น
.....................................................................................................................................

Dani Rodrik คงเป็นชื่อที่คุ้นหูใครๆหลายคน ไม่ใช่ว่าเป็นเพราะเขามีสกุลพ้องเสียงกับนักหวดมือทอง แต่เป็นเพราะเขาเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีความคิดเฉียบคมน่าสนใจคนหนึ่ง

วันหนึ่ง Rodrik ได้ร่วมเขียนบทความกับ Subramanian และ Trebbi ผมว่าหลายคนคงเคยอ่านบทความนี้กันบ้างแล้ว - Institutions rule: The primacy of institutions over geography and integration in economic development - แต่ถึงอ่านไปแล้ว ผมก็ยังจะเล่าให้ฟัง (ซ้ำ) อยู่ดี

ในบทความชิ้นนี้ของ Rodrik และคณะ จะพูดถึงปัจจัยสำคัญที่สามารถนำมาอธิบายถึงอัตราการเติบโตของแต่ละประเทศบนโลก ซึ่งมีความแตกต่างกันเหลือเกินในโลกยุคปัจจุบัน

จากการสำรวจบทความทางทฤษฎี บทความนี้เล่าว่าเราสามารถแยกปัจจัยสำคัญที่นำมาอธิบายถึงความแตกต่างของอัตราการเติบโตนี้ได้เป็น 3 ปัจจัยหลักๆ อันได้แก่

1. ภูมิประเทศ (Geography) - ภูมิประเทศที่แตกต่างทำให้ผลผลิตทางการเกษตรแตกต่างและทรัพยากรมนุษย์ก็แตกต่าง

2. การค้าระหว่างประเทศ (ในบทความนี้ใช้คำว่า Integration) - การค้าระหว่างประเทศนำมาซึ่งการถ่ายทอดเทคโนโลยี และการแข่งขัน ซึ่งทำให้เกิดการ Converge เข้าหากันระหว่างประเทศรวยกับประเทศจน

3. สถาบัน (Institutions) - อันได้แก่ตัวบทกฎหมาย และการรักษากฎหมาย รวมไปถึงการให้สิทธิครอบครองทรัพย์สิน (property rights) การรักษากฎหมายที่เข้มแข็ง รวมไปถึงการให้สิทธิในการครอบครองทรัพย์สินจะทำให้เกิดแรงจูงใจในการพัฒนาความเจริญส่วนบุคคล ที่นำมาซึ่งอัตราการเติบโตของประเทศโดยรวม

ปัจจัยทั้งสามนี้มิได้อยู่แยกกัน แต่ส่งผลกระทบซึ่งกันและกันไปมา ดังแสดงอยู่ในรูปข้างล่าง โดยลูกศรจะแสดงผลกระทบที่ส่งจากปัจจัยที่หางลูกศร ไปสู่ปัจจัยที่หัวลูกศร ... เป้าหมายสุดท้ายคือการอธิบายถึงความแตกต่างของอัตราการเติบโตของรายได้ (Income level) ... และไม่มีปัจจัยใดที่สามารถเคลื่อนย้าย เปลี่ยนแปลงภูมิประเทศได้ (มันจึงไม่อยู่ที่หัวลูกศรใดๆเลย)


Relationships

จากกระบวนการทางเศรษฐมิติที่ทั้งยืมและทั้งเหยียบบทความอื่นๆ ข้อสรุปของบทความนี้มีอยู่ว่า "สถาบัน (Institutions)" เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการอธิบายความแตกต่างของอัตราการเติบโตของรายได้ของประเทศบนโลกปัจจุบัน

ด้วยการตีความที่มีอคติ "ความโลภ" และ "ความเห็นแก่ตัว" ของมนุษย์มีพลังผลักดันเหนือสิ่งอื่นใด ดังนั้นการรักษากฎหมายและสร้าง Property Right จึงเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการผลักดันให้เกิดการเติบโตทางรายได้ที่รวดเร็ว

ด้วยความเชื่อส่วนตัว (ที่มีอคติ) บทความนี้มีผลการศึกษาถูกใจ ... ดังนั้นผมจะโยงเข้าถึงการพูดคุยที่มีรสชาดที่เกิดขึ้นใน Blog ของ Kickoman ...

...

ผมไม่รู้ถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่า "Extreme Poverty" (ไม่เคยอ่านงานของ Sachs) แต่เฉพาะแค่คำว่า "Poverty" ก็สามารถตีความไปถึงคนที่แทบจะดำรงชีวิตอยู่ไม่ได้ในโลกปัจจุบันแล้ว ... อย่างไรก็ตาม จากจินตนาการถึงคนแอฟริกันก็ขอนิยามคำว่า "Extreme Poverty" ไปเองว่าทั้งจน และทั้งขาด "โอกาสที่จะหลุดพ้นจากความจน" โดยสิ้นเชิง

แม้แต่การแก้ปัญหา "Poverty" ปกติ เราก็มี "Poverty Trap" ซึ่งหมายถึงโอกาสที่ไม่เท่าเทียมในการพัฒนาตนเอง จึงทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับคนอื่น และหลุดพ้นจากสภาวะความจนได้อยู่แล้ว ... หิวเพราะแทบไม่มีอะไรจะกิน แล้วจะไปคิดพัฒนาตนเองหาเหาอะไร ... ก็ให้เข้าใจ (ไปเอง) ได้ว่าการแก้ "Extreme Poverty Trap" นั้นยากยิ่งกว่า เพราะไม่ใช่แค่ทำให้ท้องอิ่มและถีบตัวส่งนิดหน่อย แต่รวมไปถึงจะต้องพัฒนา "โอกาส" ให้เกิดขึ้นในสภาวะแวดล้อมหรือในประเทศที่คนเหล่านั้นดำรงชีวิตอยู่ด้วย

ดังนั้นงานแก้ปัญหานี้จึงยากขึ้นทวีคูณ

ผมเลยไม่แปลกใจที่ Jeffrey Sachs จะขายข้อเสนอที่แก้ความจน รวมไปถึงพัฒนาโอกาสให้เกิดขึ้น โดยใช้เงินจำนวนมหาศาล ... ผมเห็นด้วยกับ Sachs ในข้อนี้ที่เราคงต้องพัฒนาไปทุกๆด้านพร้อมๆกัน ... ต่อให้อิ่มจนจุกและมีความรู้ในการปลูกข้าวอยู่แน่นหัว แต่อยู่ในเอธิโอเปียก็ไม่รู้จะสามารถแก้ความยากจนของตัวเองได้ยังไง นอกจากเราจะต้องร่วมมือร่วมใจพัฒนาผืนดินในประเทศดังกล่าวให้สามารถพอปลูกข้าวได้เสียก่อน

อย่างไรก็ตามผมยังสงสัยกับการตั้งเป้าหมายเวลา 25 ปีของ Sachs ... กระบวนการสำคัญในการพัฒนาคือการเรียนรู้ ต่อให้มีผืนดินอุดมสมบูรณ์และมีความรู้ในการเลี้ยงตัวที่เป็นสากล แต่พวกเขาก็ต้องมีเวลาในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมรอบๆตัวพวกเขา ซึ่งคงต้องอาศัยการเรียนรู้อีกระยะหนึ่ง

ประกอบกับบทความที่ผมเสนอไปข้างต้น ... การสร้างการเติบโตจำเป็นต้องอาศัยสถาบันในการผลักดันและจูงใจอีกทางหนึ่ง ... ความรู้ในการปลูกข้าวและแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าผู้คนไม่ใช้ประโยชน์มัน ... ผู้คนจะใช้ประโยชน์สิ่งเหล่านี้ก็ต่อเมื่อพวกเขาได้รับประโยชน์จากพวกมัน (อคติอีกแล้ว)

ปัญหาคือ "การเรียนรู้" และ "สถาบัน" เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยเวลาในการพัฒนาอย่างยาวนาน ... ระบอบประชาธิปไตยเป็นระบบการปกครองที่ดีที่สุด แต่ระบอบประชาธิปไตยต้องการประชาชนที่ฉลาดและรับผิดชอบในระดับหนึ่ง (อคติ 100) ... ระบอบการปกครองที่ดีน่าจะนำมาซึ่งกฎหมายที่ดี รวมไปถึง Property Right ที่ดี ... สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยเวลาในการเรียนรู้และพัฒนา

ณ จุดนี้ผมจึงคิดว่า Absorbed Capacity ที่ผู้คนพูดถึงกันคงไม่ใช่แค่เรื่องความสามารถในการรับทุนเบื้องต้นแบบง่ายๆ ดังเช่น แพทย์ พยาบาล ที่เสียสละตนอยู่ในพื้นที่ ที่ต้องการยาและอุปกรณ์เพิ่มเติมจากเงินช่วยเหลือ ... Capacity ที่สำคัญที่ต้องคำนึงถึง คือ ความสามารถในการรับการพัฒนาที่จะทำให้ประชาชนชาวแอฟริกาสามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง ภายหลังจากนานาประเทศถอนตัวจากการให้ทุนช่วยเหลือออกไปแล้ว ... พวกเขาจะต้องสามารถและปรารถนาที่จะรักษาแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ให้คงอยู่ต่อไปได้ พวกเขาจะต้องรู้จักพัฒนาตนให้สามารถและปรารถนาที่จะอยู่ได้ด้วยตัวเอง พวกเขาจะต้องสามารถและปรารถนาที่จะสร้างรายได้เพื่อนำมาซื้อหายาและอุปกรณ์เวชภัณฑ์เพื่อรักษาตนเอง ฯลฯ

สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดกับคนที่เคยอยู่กับ "Extreme Poverty" ได้ง่ายๆ และเราอาจจะไม่สามารถสร้างได้ภายในระยะเวลา 25 ปี

ในส่วนหนึ่ง ผมเห็นด้วยกับ Easterly ที่ว่าเราไม่สามารถ "ซื้อ" ปัญหา "Extreme Poverty" ได้ง่ายๆ และผมจึงเข้าใจว่าเขาจึงต้องการแก้ปัญหาในลักษณะ "ทีละส่วน" แต่ทำอย่างต่อเนื่องไปเป็นร้อยๆปี

ผมไม่รู้ว่าสภาวะของโลกเราพร้อมรับกับการจ่ายเงิน 0.7% ของ GDP ประเทศร่ำรวยไปเป็นร้อยๆปีหรือเปล่า (ผมคิดว่าถ้าให้แค่ 25 ปี แล้วลดเงินลงไปมหาศาลก็เหมือนเป็นการศูนย์เปล่า) ... ถ้าไม่พร้อม แนวคิดของ Easterly ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผลซะทีเดียว (อคติรองขอบรองสุดท้าย)

สุดท้าย ผมเชื่อว่าการเพิ่มเงินช่วยเหลือให้กับประเทศแอฟริกามีประโยชน์ (และยิ่งเพราะว่าประเทศไทยไม่ต้องออกด้วยแล้ว ... อันนี้พูดเล่น) ... แต่ผมไม่เชื่อในการเปลี่ยนแปลงแบบปุปปัปฉับพลันทันใจครับ ... การเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่จำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาอ้นยาวนาน (อคติรองสุดท้าย) ... การจะเปลี่ยนโลกทุนนิยมให้เป็นโลกในฝันของ Marx ยิ่งต้องอาศัยระยะเวลายาวนานยิ่งกว่า (อคติสุดท้าย แต่ใหญ่สุด)




Tuesday, July 12, 2005

 

ส่วนที่ 1 : Sydney ... เท่าที่จำได้

ในปี ค.ศ. 1787 กองเรือ 11 ลำได้ออกเดินทางเพื่อคุมนักโทษจากเครือจักรภพอังกฤษ มุ่งหน้ามาสู่ดินแดนใหม่อันกว้างใหญ่ไพศาล ... ไม่น่าเชื่อว่าด้วยแผนที่เดินทางที่ผิดเพี้ยนกองเรือดังกล่าวสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของการเดินทาง โดยนำนักโทษมาส่งยังดินแดนใหม่ได้เป็นจำนวนเกือบทั้งหมด และขึ้นฝั่งที่เมืองที่ถูกเรียกขานในปัจจุบันว่า Sydney ในปี ค.ศ. 1788

ในช่วงเริ่มต้น Sydney มีสภาพดังบ้านป่าเมืองเถื่อน จนกระทั่งนาย Macquarie ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ปกครองเมืองในช่วงต้นคริสตศตวรรษที่ 19 และก็เป็นนาย Macquarie นี่เองที่ทำให้เมือง Sydney ได้เริ่มแปลสภาพเป็นเมืองที่น่าอยู่อาศัยมากขึ้น ... จึงไม่น่าแปลกใจที่อะไรๆในเมืองนี้ต่างมีชื่อว่า Macquarie

Sydney เติบโตในยุคแรกเริ่มในลักษณะคล้ายคลึงกับเมืองอาณานิคมอื่น โดยอาศัยความเป็นเมืองท่า ที่มีสินค้าจากทะเลและสินค้าจากทวีปเอเชียในราคาถูก โดยในราวปี ค.ศ. 1830 Sydney ก็เป็นเมืองท่าอาณานิคมที่สำคัญแห่งหนึ่งของเครือจักรภพอังกฤษ

อาจจะเป็นเพราะความโชคดีที่มีคนค้นพบทองคำในเมืองนี้ จึงทำให้ผู้คนจากยุโรปหลั่งไหลกันเข้ามาในดินแดนใหม่ ... ในช่วงปี ค.ศ. 1850 ประชากรของเมือง Sydney เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ... ถึงแม้ Sydney จะได้รับประโยชน์จากยุคตื่นทองน้อยกว่า Melbourne แต่ยุคตื่นทองใน Sydney เกิดขึ้นก่อน Melbourne

ภายหลังการสถาปนาขึ้นเป็นประเทศออสเตรเลียในปี ค.ศ. 1901 จากการรวมตัวของอาณานิคม 6 แห่งบนดินแดนใหม่นี้ Sydney และ Melbourne ต่างแข่งขันเพื่อแย่งชิงความเป็นเมืองที่สำคัญที่สุดของประเทศเรื่อยมา ... แต่เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ Sydney กลายเป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วโลกมากกว่า ก็คือการสร้างสะพาน Sydney Harbour Bridge ซึ่งถือได้ว่าเป็นสะพานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก (แต่มีความยาวเป็นอันดับ 3 ในปัจจุบัน)

สะพาน Sydney Harbour Bridge ถูกเปิดใช้อย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1932 ใช้เวลาในการก่อสร้างจริงแค่ราว 5 ปี ใช้งบประมาณในการก่อสร้างทั้งหมดราว 10 ล้านปอนด์ การสร้างสะพานแห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างสัญลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของเมือง แต่การก่อสร้างในช่วงที่โลกเกิดสภาวะ Great Depression ได้ทำให้สภาพเศรษฐกิจของเมืองก้าวแซงหน้าคู่แข่งอย่าง Melbourne ออกไปอย่างชัดเจน

Sydney ตอกย้ำความเป็นเมืองที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักมากที่สุดของออสเตรเลีย ด้วยการสร้าง Opera House ในช่วงปี ค.ศ. 1959 - 1973 (เฉพาะหลังคาใช้เวลาเกือบ 10 ปี รวมเวลาวางแผน) โดยในปัจจุบันสัญลักษณ์ของเมืองทั้งสองอย่างก็ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศออสเตรเลียไปแล้วด้วย



Sydney Opera House and Harbour Bridge


จากการพูดคุยกับชาวออสเตรเลีย Sydney อาศัยรูปแบบการพัฒนาเมืองในลักษณะเดียวกันกับเมือง Manhattan ในประเทศสหรัฐอเมริกา จึงทำให้มีคนพูดว่าการมาเดินในตัวเมือง Sydney ให้ความรู้สึกเดียวกันกับการเดินในย่าน Manhattan ในขณะที่การไปเดินในตัวเมือง Melbourne จะให้ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในยุโรป



บรรยากาศกลางเมือง Sydney

Sydney กลายเป็นศูนย์กลางทางด้านธุรกิจและการเงินของประเทศ อีกทั้งยังเป็นเมืองศูนย์กลางในการคมนาคมขนส่ง ไม่น่าแปลกใจที่ Sydney ในปัจจุบันได้ขยายออกไปไกลสุดลูกตา และมีการประมาณการกันว่าในอีก 30 ปีข้างหน้าชานเมืองด้านนอกสุดของ Sydney อาจจะอยู่ติดกับเมือง Canberra ซึ่งต้องใช้เวลาในการเดินทางด้วยรถบัสราว 3 ชั่วโมงกว่าๆเพื่อไปมาหาสู่กัน

***ท้ายที่สุดนี้ Straw Hat ขอส่งสารไปยังกลุ่มตาลิบัน และเครือข่ายอัลกออิดะห์ว่า เมือง Sydney ไม่ใช่เมือง Canberra ที่เป็นเมืองหลวงที่แท้จริงของประเทศออสเตรเลีย

This page is powered by Blogger. Isn't yours?